วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

ชิลี

เมื่อเอ่ยถึงชิลี หลายคนอาจทำหน้างง ๆ เพราะอาจจะยังนึกอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไม่ค่อยออก หรืออาจจะจำได้เพียงเลา ๆ ดังนั้นก่อนอื่นก็คงต้องบอกว่าชิลีตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ อยู่ระหว่างเทือกเขาแอนเดสกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศเหนือจดประเทศเปรู ทิศตะวันออก เฉียงเหนือจดประเทศโบลิเวีย ทิศตะวันออกจดประเทศอาร์เจนติน่า มีพื้นที่ 756,950 ตารางกิโลเมตร โดยมีลักษณะที่แคบและยาวเหมือนเส้นมักกะโรนี นอกจากดินแดนในแผ่นดินใหญ่แล้ว ชิลียังมีอาณาเขตครอบคลุมเกาะอีสเตอร์ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ห่างฝั่งออกไป 2,000 กว่ากิโลเมตร และบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติก
ส่วนคำว่าชิลี ตามตำนานกล่าวว่ามาจากชื่อหัวหน้าเผ่าอารูคาเนียนคนหนึ่ง คือทิลี (Tili) ซึ่งสามารถต้านทานการบุกรุกของพวกอินคาได้ ขณะที่บางตำนานอ้างว่าคำว่าชิลีมาจากภาษามาปูเช แปลว่า “ที่ซึ่งสุดแผ่นดิน” “จุดที่อยู่ลึกที่สุดของโลก” หรือ “นกนางนวล” รวมทั้งมาจากการเลียนเสียง “ชีลี-ชีลี”(cheele-cheele) ของนกชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามตามชาวสเปนรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในชิลี บันทึกว่าชนพื้นเมืองในดินแดนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า “ชนแห่งชิลี”
ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ชาวพื้นเมืองได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามแถบเชิงเขาและริมทะเลซึ่งเป็นประเทศชิลิในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ต่อมาอาณาจักรอินคาได้แผ่อิทธิพลจากเปรูเข้ามาทางภาคเหนือแต่ได้รับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งจากชนพื้นเมือง
ในปี 1520 เฟอร์ดินาล แมกเจลแลน (Ferdinand Magellan) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางมาถึงตอนใต้ของชิลี ส่วนชาวยุโรปคนที่สองที่เดินทางมาถึงที่นี่ได้แก่ดิเอโก ดี อัลมาโกร (Deigo de Almagro)ซึ่งเดินทางจากเปรูเข้ามาค้นหาทองคำ เมื่อปี 1535 และพบว่ามีชนพื้นเมืองเผ่าต่าง ๆ หลายหมื่นคน อาศัยอยู่ในแถบนี้ โดยดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และทำไร่เลื่อนลอย สเปนเริ่มเข้ามายึดครองชิลีในปี 1540 โดยการนำของเปโดร
ดี บัลดิเบีย (Pedro de Valdivia) ซึ่งเป็นผู้สร้างกรุงซันติอาโกเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1541 อย่างไรก็ตามสเปนประสบความผิดหวังที่ไม่พบแร่ทองและเงินในดินแดนแห่งนี้ แต่ก็พอใจในความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ จึงผนวกชิลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเปรู
การเข้ามาของชาวสเปน สร้างความไม่พอใจแก่ชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะชนเผ่ามาปูเช
ชาวพื้นเมืองได้ลุกขึ้นขับไล่ผู้รุกรานในปี 1553 เป็นผลให้บัลดิเบียเสียชีวิตในการสู้รบ มาปูเชได้ก่อความไม่สงบอีกหลายครั้ง จนต้องมีการทำสัญญาสันติภาพและแบ่งเขตให้มาปูเชอยู่ทางภาคใต้ของประเทศซึ่งมีอากาศหนาวเย็นและมีสภาพเป็นป่าดงพงดี
ในปี 1808 นโปเลียน โบนาปาร์ต แห่งฝรั่งเศส สถาปนาพี่ชายคือโจเซฟ โบนาปาร์ต ขึ้นเป็นกษัตริย์สเปน ซึ่งก่อให้เกิดปฎิกริยาอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวอาณานิคมของสเปนในอเมริกาใต้ จนถึงขั้นมีความคิดที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ในปี 1810 ได้มีการก่อตั้งขบวนการรักชาติซึ่งเรียกตัวเองว่าเฟอร์ดินาล และประกาศให้ชิลีเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเองแต่ยังคงเป็น
ส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปน อย่างไรก็ตามการเรียกร้องเอกราชโดยสมบูรณ์ยังคงดำเนินสืบไปอย่างต่อเนื่อง ในปี 1817 กองทัพประชาชน นำโดยโฆเซ่ เดอ ซันมาร์ติน (Jose de San
Martin) และเบอร์นาร์โด โอ’อีกกินส์ (Bernando O’Higgins) ได้นำกำลังข้ามภูเขาแอนเดส เข้ามาขับไล่กองทหารของฝ่ายอาณานิคม และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1818 เดอ ซันมาร์ติน ก็ประกาศชัยชนะและประกาศให้ชิลีเป็นเอกราช โอ’อีกกินส์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกและเป็นผู้วางรากฐานทางการเมืองและการปกครองในแบบสาธารณรัฐประชิปไตยแก่ชิลี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าว มีผลกระทบต่อประชาชนไม่มากนัก เนื่องจากชิลีมีโครงสร้างทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันครอบครัวและศาสนาโรมันคาธอลิก
ในปี 1879-1883 ชิลีทำสงครามแปซิฟิก (War of Pacific) กับเปรูและโบลิเวีย โดยชิลีเป็นฝ่ายมีชัย ทำให้ได้ดินแดนทางตอนเหนือจากโบลิเวีย เป็นพื้นที่ 1 ใน 3 ของพื้นที่ในปัจจุบัน และเป็นบริเวณที่อุดมด้วยแร่ทองแดง ในปี 1891 เกิดความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีกับรัฐสภา อันนำไปสู่สงครามกลางเมือง และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภา ทำให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 1925 ซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการก่อตั้งขบวนการที่นิยมมาร์กซิสต์ขึ้นในชิลี แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชิลีมีประธานาธิบดีที่นิยมลัทธินาซี และประกาศตัวอยู่ข้างฝ่ายอักษะ
การชนะการเลือกตั้งในปี 1970 ทำให้ซัลวาดอร์ อาเยนเด้ (Salvador Allende) เป็นประธานาธิบดีคนแรกจากพรรคการเมืองที่นิยมมาร์กซิสต์ ในประเทศที่มิได้เป็นคอมมิวนิสต์ อาเยนเด้ได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางของมาร์กซิสต์ เป็นผลให้ถูกคณะทหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ซีไอเอ.ทำการปฎิวัติโค่นล้มอำนาจในปี 1973 และนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ (Agusto Pinochet) หัวหน้าคณะปฎิวัติขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แม้ว่า
ปิโนเชต์จะได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ชิลี แต่ก็มีรายงานว่าได้มีการสังหารและทำร้ายผู้ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเป็นจำนวนมาก
ปิโนเชต์หมดอำนาจลงในปี 1990 หลังจากนั้นพรรคการเมืองฝ่ายสังคมนิยมได้ครองอำนาจอย่างต่อเนื่อง ในปี 2006 นางมิเชล บาเชเลต์ (Michelle Bachelet) แห่งพรรคสังคมนิยมได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของชิลี และจัดตั้งรัฐบาลซึ่งประกอบด้วย
รัฐมนตรีหญิงจำนวนครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรี โดยให้ความสำคัญแก่นโยบายด้านสวัสดิการสังคม ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และคุณภาพชีวิต รวมทั้งการค้าเสรี และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดชิลีได้เข้าเป็นสมาชิกของ OECD เป็นประเทศแรกในกลุ่มอเมริกาใต้ ซึ่งแสดงถึงการยอมรับจากนานาชาติว่าชิลีก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ครับ คิดว่าที่เล่ามานี้คงพอจะทำให้คุณรู้จักชิลีมากขึ้นพอสมควร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น