วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาณาจักรอินคา

ชื่อสถานที่
: Inca city , Machu Picchu
สถานที่ตั้ง
เมืองบคุสโซ ประเทศเปรู
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
ใกล้ๆ เมืองคุสโซ ภูมิประเทศแสนกันดารยากจะเข้าถึง เป็นยอดสูงมีบริเวณรอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกัน ไปพบมาจุ ปิคชุ ในปี ค.ศ. 1911 บริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่งก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้างดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีตที่ปรากฎก็มีโบสถ์วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพือเป็นทางทอดระเบียงลงไปในที่ต่าง ๆ แห่งนครผู้เขานี้ เรื่องราวการพิชิตอาณาจักรอินคาเริ่มจากปี ค.ศ. 1532 เกิดการต่อสู้วิวาทของชาวพื้นเมือง เปิดโอกาสให้ ฟรานโก ปิซาโร นักผจญภัยชาวสเปน จับหัวหน้าเผ่าอินคาชื่อ อตา ฮวลปา ไว้บังคับให้บอกที่ซ่อนทองพอรู้เรื่องก็ปล้นยึดเอาไปจากอาณาจักรอินคาแต่เป็นชัยชนะระยะสั้น ได้เกิดการสู้รบระหว่างนักผจญภัยชาวสเปนคนอื่น ๆ และปิซาโร ลงท้ายด้วยปิราโซกับพวก จำนวนมากได้ถูกสังหาร พวกชาวพื้นเมืองพยายามตีโต้ขับไล่พวกสเปนจากภูเขาที่มั่นคงแข็งแกร่งแห่งมาจุ ปิคชุ หลังจากพวกอินคาได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้ได้มีการตั้งผู้ปกครองคือ มานโค คาแปค ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก สมัยมานโคที่ 2 ชาวพื้นเมืองได้รวมตัวกันก่อสงครามเบ็ดเสร็จขับไล่พวกสาเปนจากภูเขาอันเป็นที่มั่น รบกันไม่นาน ฝ่ายสเปนกลับได้เปรียบ พวกชาวพื้นเมืองเผ่าอินคาถูกสังหารล้มตายลงราวกลับใบไม้ร่วง จนในที่สุดแม้ตัวมานโค ผู้เป็นหัวหน้าก็ตายในที่รบ

เปตรา

ชื่อสถานที่
: Petra
สถานที่ตั้ง
ประเทศจอร์แดน
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
นครเปตราในจอร์แดนเป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม สีของหินก็กลมกลืนกันดี ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วงเป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่เรียกว่านาบาทีนส์ คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวกชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้าขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขตซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัยกองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราชศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงในราว 300 ปี ก่อนคริสต์กาล ในคริสต์ศตวรรษที่2 พวกนาบาทีนส์ต้องพ่ายแก่เผ่าพวกโรมัน จำเป็นต้องเข้ารวมกับอาณาจักรโรมันแต่ความสำคัญด้านการค้าของนครเปตรา ยังอยู่ต่อไปโดยมีชาวโรมันคอยหนุนหลัง ถนนโรมันถูกสร้างขึ้นจากซีเรียไปยังทะเลแดง โดยฝีมือของชาวเมืองทรอยตามอย่างถนนโรมัน ศิลปะนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป พวกศริสเตียนได้นำมาดัดแปลงสร้างเป็นสถานนมัสการพระเจ้า สิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟีราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับเป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ โปราณสิ่งหนึ่งในโลก

รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร:

ชื่อสถานที่
Statue Cristo Redentor
สถานที่ตั้ง
เมือง Rio de Janeiro ประเทศบราซิล
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุด ในโลก. รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาดดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 ดครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จสิ้น รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) และตั้งใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นักท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และสร้างวิวที่สวยงามมากมาย

กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์

ชื่อสถานที่
: Stonehenge
สถานที่ตั้ง
เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
กองหินประหลาดนี้อยู่กลางทุ่งนาแห่งเมืองซัลลิสเบอรี ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 10 ไมล์ ประกอบด้วยแนวหินขนาดมหึมาหินเรียงรายราว ๆ 3 กิโลเมตร และ มีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 112 ก้อน ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา เป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง บางก้อนล้มนอน บางก้อนตั้งตรง บางก้อนวางซ้อนทับอยู่บนยอดก้อนหินที่ตั้งอยู่สองก้อน วงกลมรอบนอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 100 ฟุต มีหินทั้งหมด 30 ก้อน แต่ละก้อนสูง 13 ฟุต วงกลมรอบกลาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 76 ฟุต มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงถึง 22 ฟุต วงในสุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 50 ฟุต มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้างตั้งสูงบ้าง หินแต่ละก้อนหนักเป็นตันๆ เฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน มีผู้สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ในที่นั้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลถึง 1,700 ปี เป็นสิ่งก่อสร้างที่โดยไม่มีร่องรอยของความเป็นมา ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง, สร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? ที่น่าแปลกก็คือ ในริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้าง ไม่มีภูเขาและสิ่งก่อสร้างด้วยก้อนหินอื่น ๆ อีกเลย จึงทำให้สงสัยว่าผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านั้นมาจากไหน และไม่ปรากฏว่ามีการขน หรือสิ่งปรักหักพังในการก่อสร้าง บริเวณที่ดังกล่าว ใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนัก ๆ หลาย ๆ ตันขึ้นวางซ้อนกันได้ ซึ่งอยู่สูงถึง 13 ฟุต นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่ท้าทายความอยากรู้ของมนุษย์ยุคปัจจุบันยิ่งนัก

เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

ชื่อสถานที่
: Porcelain Tower of Nanking
สถานที่ตั้ง
เมืองนานกิง ประเทศจีน
ปัจจุบัน
-
เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง เป็นสิ่งก่อสร้างเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม สูง 9 ชั้น สูง 261 ฟุต หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีกระดิ่งแขวนไว้ 80 ลูก และโคมไฟประดับอีกหลายร้อยผูกแขวนไว้ตามชายคา ยอดเจดีย์เป็นรูปกลมปิดทอง องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหมด เดิมทีพุทธศาสนิกชนชาวจีนเป็นผู้สร้างไว้เพียง 3 ชั้น ใน ค.ศ. 1430 จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ แห่งราชวงศ์เหม็งได้โปรดให้จัดสร้างเสริมขึ้นไปอีกจนสูง 9 ชั้น มีสายโซ่โยงลงมา 8 เส้น มีกระดิ่งแขวนตามสายโซ่ 72 ลูก เวลาลมพัดมีเสียงดังไพเราะมาก เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกคุณบิดา มารดา จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ได้บรรจุเครื่องบูชาที่ทำ ด้วยของมีค่า พวกเงิน ทองคำ และอัญมณีอื่นๆ จำนวนมาก กล่าวกันว่า บนยอดเจดีย์มีลูกบอลปิดทอง มีเหล็กวงแหวนล้อมรอบถึง 9 วง มีไข่มุก ขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายเป็นเครื่องลางบอกความมีโชคชัย ของกรุงนานกิง เจดีย์นี้เคยถูกฟ้าผ่า และถูกพวกกบฎไต้เผ็ง ทำลายเมื่อปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) เสียหายมาก ต้องมีการซ่อมแซมเพื่อ ให้ส่วนที่เหลืออยู่ได้อวดความงามอันน่ามหัศจรรย์ต่อไป ส่วนของมีค่าภายในนั้นถูกปล้นสะดมสูญหายไปหมดแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังได้ชื่อว่า เป็นเจดีย์ที่ทำด้วยกระเบื้องเคลือบ วิจิตรงดงามมีค่าสูงยิ่ง

กำแพงเมืองจีน

ชื่อสถานที่
: Great Wall of China
สถานที่ตั้ง
ประเทศจีน
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
กำแพงเมืองจีน หรือกำแพงอิฐยักษ์ เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศทั้งประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา หาที่ใดในโลกมาเปรียบ ไม่ได้อีกแล้ว มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) ซึ่งทหารม้าเข้าแถวเรียง 8 ได้อย่างสบาย ๆ มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต) สูงพอที่จะไม่สามารถ ปีนข้ามไปได้ง่าย ๆ เดิมเชื่อว่ามีความยาว 2,550 ไมล์ ( 2,400 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ เริ่มสร้างระหว่างปี พ.ศ. 300-329 (243-252ปีก่อนคริสตกาล) ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ ใช้เวลาสร้างประมาณ 10 ปี และมีการสร้างต่อเติมอีกหลายกครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎรทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตนับพันนับหมื่น เป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น เมื่อมองจากดวงจันทร์ ในสมัยนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่ป้องกันข้าศึกได้อย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันไม่มีความหมายในด้านป้องกันประเทศอีกแล้ว คงมีค่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก

สุเหร่าเซนต์โซเฟีย

ชื่อสถานที่
: Mosque of Hagia Sophia (Istanbul)
สถานที่ตั้ง
เมืองคอนสแตนดิโนเปิล ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
สุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia) หรือ โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้งเพราะเกิดการขัดแย้งระหว่าง พวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม จนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี จึงได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ 1435) พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิม เมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมเม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี และเป็นผู้นับถือศาสนา อิสลามได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าอิสลาม แต่ยังคงความงามไว้เช่นเดิม สุเหร่าเซนต์โซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมตร ภายในมีเสางามค้ำที่สลักอย่างวิจิตร และ ประดับไว้งดงาม 108 ต้น (ชั้นบนขนาดเล็ก 68 ต้น ชั้นล่างขนาดใหญ่ 40 ต้น) มียอดเป็นโดม คล้ายซาลาเปา มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลม ๆ มากมาย เนื่องจากศิลปะแบบคริสเตียน ผสมกับอิสลามนี้เองทำให้มีความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์

สุสานแห่งอเล็กซานเดอร์

ชื่อสถานที่
สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย ( คาตาโคมป์ ) : Catacombs of Alexandria Egypt
สถานที่ตั้ง
เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นอุโมงค์ที่เก็บศพ และทรัพย์สมบัติของกษัตริย์อียิปต์โบราณ อุโมงค์ฝังศพนี้ มีชื่อเรียกว่า คาตาโคมบ์ (Catacombs) เป็นอุโมงค์ที่สร้างด้วย หินก้อนใหญ่ ๆ และ ขุดลึกลงไปเป็นชั้นๆ บางตอนลึกถึง 21 ถึง 24 เมตร (70-80 ฟุต) มีทางเดินกว้างถึง 1.2 เมตร (3-4 ฟุต) วกไปเวียนมา เป็นระยะทางหลาย ๆ กิโลเมตร ตามริมผนังของอุโมงค์เป็นช่อง ๆ ไว้ สำหรับเป็นที่ บรรจุศพ มีแท่นบูชาอยู่หน้าช่องบรรจุศพเหล่านั้น พร้อมตะเกียงดวงเล็กๆ แขวนไว้ บางส่วนของอุโมงค์ตกแต่งทั่ว ๆ ไปไว้อย่างวิจิตรงดงาม ปัจจุบันยังคงมีสภาพสมบูรณ์

หอเอนปีซา

ชื่อสถานที่
หอเอนเมืองปิซา: Leaning Tower of Pisa
สถานที่ตั้ง
เมืองปิซา ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
หอเอนแห่งเมืองปิซา เป็นหอคอยหินอ่อนที่พิศดาร สูง 54 เมตร ( 181 ฟุต) มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ. 1717 (ค.ศ. 1174) ไปเสร็จในปี พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1350) ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก ความน่ามหัศจรรย์อีกอย่าง คือ เมื่อเริ่มสร้างได้ 4-5 ชั้น หอนี้เริ่มเอียง แต่ไม่ถึงกับพังทลายลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ เมื่อสร้างเสร็จ ยอดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 4 เมตร( 14 ฟุต) และหอเอนนี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองเรื่องอัตราเร็วของเทห์วัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง

หอประภาคารโรส

ชื่อสถานที่
เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส(อะพอลโล): The Colossus of Rhodes
สถานที่ตั้ง
เกาะโรดส์ ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน
ไม่เหลือซาก
เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน ประวัติความเป็นมาของรูปปั้นมหึมานี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาวแมซีโดเนียน พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและทหาร มากมาย แต่ชาวเกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส แห่ง ลินดัส ด้วยความยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการหลุดพ้นจากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้สร้างรูปปั้นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรืออพอลโล เฮลิออส หรือ อพอลโล เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะของชาวกรีกและโรมันสมัยโบราณ ถือกันว่าสวยที่สุดในจำพวกผู้ชาย รูปปั้นนี้มีชื่อว่า โคลอสซัส หล่อขึ้นมาจากโลหะต่าง ๆ ที่เหลือจากการสงครามและชาวแมซีเนียนทิ้งไว้ ชาเรสทำงานหนักตลอดเวลา 12 ปี ทุ่มเทให้กับรูปปั้นนี้ แต่มีเรื่องเล่าว่าพอรูปปั้นนี้เสร็จเขาก็ได้พบว่าคำนวณสัดส่วนผิดไป ชาเรสผิดหวังมากถึงกับปลิดชีพตัวเอง แต่รูปปั้นโคลอสซัสนี้ก็มีชื่อเสียงมากถึงกับเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก รูปปั้นโคลอสซัสมีอายุสั้นที่สุดเพียว 56 ปีเท่านั้น แผ่นดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง ทลายลงมาระเนระนาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ในต้นศตวรรษแรกเมื่อพวกอาหรับยึดครองเกาะโรดส์ในสมัย ศตวรรษที่ 7 รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไปยังพ่อค้าชาวยิว การขนย้ายต้องใช้อูฐเป็นร้อยและวนเวียนถึงเก้าเที่ยว

เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส

ชื่อสถานที่
เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส(อะพอลโล): The Colossus of Rhodes
สถานที่ตั้ง
เกาะโรดส์ ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน
ไม่เหลือซาก
เป็นรูปของเทพเจ้าเฮลิออส หรือ อพอลโล สูงถึง 105 ฟุต หรือ 32 เมตร ละหนักถึง 295 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบานใหญ่ติดอยู่บน อกทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน ประวัติความเป็นมาของรูปปั้นมหึมานี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาวแมซีโดเนียน พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและทหาร มากมาย แต่ชาวเกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส แห่ง ลินดัส ด้วยความยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการหลุดพ้นจากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้สร้างรูปปั้นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรืออพอลโล เฮลิออส หรือ อพอลโล เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะของชาวกรีกและโรมันสมัยโบราณ ถือกันว่าสวยที่สุดในจำพวกผู้ชาย รูปปั้นนี้มีชื่อว่า โคลอสซัส หล่อขึ้นมาจากโลหะต่าง ๆ ที่เหลือจากการสงครามและชาวแมซีเนียนทิ้งไว้ ชาเรสทำงานหนักตลอดเวลา 12 ปี ทุ่มเทให้กับรูปปั้นนี้ แต่มีเรื่องเล่าว่าพอรูปปั้นนี้เสร็จเขาก็ได้พบว่าคำนวณสัดส่วนผิดไป ชาเรสผิดหวังมากถึงกับปลิดชีพตัวเอง แต่รูปปั้นโคลอสซัสนี้ก็มีชื่อเสียงมากถึงกับเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก รูปปั้นโคลอสซัสมีอายุสั้นที่สุดเพียว 56 ปีเท่านั้น แผ่นดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง ทลายลงมาระเนระนาด ชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ในต้นศตวรรษแรกเมื่อพวกอาหรับยึดครองเกาะโรดส์ในสมัย ศตวรรษที่ 7 รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไปยังพ่อค้าชาวยิว การขนย้ายต้องใช้อูฐเป็นร้อยและวนเวียนถึงเก้าเที่ยว

เทวรูปเทพเจ้าซ๊อุส

ชื่อสถานที่
เทวรูปเทพเจ้าซีอุส : The Statue of Zeus at Olympia
สถานที่ตั้ง
เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน
ไม่เหลือซาก
อนุสาวรีย์นี้เป็นรูปสลักเทพเจ้าซีอูส นั่งบนบัลลังก์สีทองที่แกะสลักด้วยงาช้างจำนวนมากมาประกอบกันขึ้น ผู้ที่ปั้นเทวรูปซีอุสนี้ เป็นปฏิมากรเอกชาวกรีก ชื่อ ฟีดีอัส เป็นคนเดียวกับที่สร้างวิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ และสนามกีฬาโอลิมปิค เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้นประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่งปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8 เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้นแห่งชัยชนะ (A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับ ประดาด้วยทองคำล้วน ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ ชาวกรีกได้เรียกเทวรูปนี้ว่า ซุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้นำแห่งเทพเจ้า ชาวกรีกนับถื่อมากที่สุดในยุคนั้น ใครจะออกเดินทางไปเมืองใดต้องมาพรจากพระองค์เสียก่อน แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชมได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพในเหรียญ ตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ ยังคงเป็นที่ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้

สอนลอย บาบิโลน

ชื่อสถานที่
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน: The Hanging Gardens of Babylon
สถานที่ตั้ง
กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก
ปัจจุบัน
ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว
ระหว่างในรัชสมัยของพระเจ้านาโบโปลัซซาร์และพระโอรส คือ พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ที่สอง ปกครองบาบิโลนซึ่งได้ขยายแสนยานุภาพออกไปมากมายจนรุ่งเรือง พระเจ้านาโบโปลัซซาร์ทรงโปรดให้ สร้างกำแพงมหึมาล้อมรอบมือง และโอรสก็ทรงดำเนินโครงการต่อ สร้างป้อมปราการและจุดป้องกันต่าง ๆ รอบกำแพง มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำยูเฟรตีส พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ โปรดให้สร้างสวนลอยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกสวนลอยนี้ เป็นสวนที่สร้างอยู่เหนือพื้นดินบนพื้นที่กึ่งทะเลทราย พระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์ ทรงสร้างให้พระมเหสีซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งมีดส์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดี ร่วมกันขับไล่พวกอัสซีเรียออกไปได้ ตามตำนาน พระราชินีเซมีรามิส องค์นี้ทรงอาลัยอาวรณ์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาเปอร์เซีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและไม่โปรดความราบเรียบของนครบาบิโลน ดังนั้นจึงมีการสร้างสวนลอยขึ้นเป็นภูเขาซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ สวนลอยแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล โดยก่อเป็นเนินสูงซ้อนกันเป็นชั้นสูง ๆ สูงถึง 328 ฟุต หรือ 100 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงแข็งแกร่งหนาถึง 23 ฟุต หรือ 7 เมตร แต่ละชั้น สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และ ปลูกดอกไม้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก พันธ์พฤกษ์สารพัดชนิดจากทุกมุมโลก รวมทั้งไม้ดอกและไม้เลื้อย บันไดที่พาขึ้นไปสู่สวน กว้างขวางทำด้วยหินอ่อนข้างใต้บันไดมีซุ่มคอยรับน้ำหนัก ข้างบนเฉลียงของสวนลอยมีถังน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงน้ำพุ น้ำตก และสายน้ำต่าง ๆ บนสวนลอย น้ำจำนวนมากมายนี้ สูบมาจากแม่น้ำยูเฟรติสโดยทาส โดยชักน้ำจากเบื้องล่างขึ้นไปสู้ชั้นสูงสุดแล้วปล่อยให้ ไหลลงมาสู่ชั้นต่าง ๆ เบื้องล่าง พ่อค้าวาณิชที่เดินทางในทะเลทรายมาสู่เมืองนี้ จะได้เห็นสวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่นเห็นแต่ไกล จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฎว่ากรุงบาบิโลน อยู่ในเมืองแบกแดก ของประเทศอิรักปัจจุบัน นับว่าคนสมัยนั้นมัความสามารถทางด้านสถาปัตย์และวิศวกรรมศาสตร์อย่างน่ายกย่อง จึงสามารถรักษาสวนลอยนี้ให้สวยงามเขียวชอุ่มได้ตลอดเวลา หลังจากพระเจ้าเนบูชัดเนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เชีย สันนิษฐานกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึงวศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ปัจจุบันนี้ส่วนที่หลงเหลืออยู่ให้เราได้ชมก็คือบ่อน้ำและโค้งซุ้มประตูหนึ่งหรือสองอัน และนิยาย คำร่ำลือสืบต่อ ๆ กันมา

วิหารอาร์เทมีส

ชื่อสถานที่
มหาวิหารอาร์เทมีส: The Temple of Artemis (Diana)
สถานที่ตั้ง
เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน
ยังมีซากหลงเหลืออยู่บ้าง
เป็นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบกรีก เพื่อถวายเทพเจ้าอาร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์ ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้ อยู่ในเมืองอีเฟซุสบนชายฝั่งแห่งหนึ่งปัจจุบันนี้ คือประเทศตุรกี ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก จัดเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็นที่รู้จักว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า วิหารนี้มีเนื้อที่ถึง 54,720 ตารางฟุต ตัวอาคารมีความกว้างถึง 400 ฟุต บริเวณโดยรอบวัดแห่งนี้กิน เนื้อที่เกือบ 2 เอเคอร์ และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบตัวอาคารมากกว่า 100 เสาหิน แต่ละเสาหินมีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6 ฟุต ความสูง 60 ฟุต หลังคาปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อว่า อาร์ทิมีส หรืออีกชื่อหนึ่ง ว่าไดอาน่า ประชาชนจะนำสิ่งของมาสักการะบูชา ส่วนมากเป็นสิ่งของมีค่ามากมาย เคยถูกไฟไหม้เสียหายครึ่งหนึ่งแต่ได้รับการซ่อมแซมใหม่โดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ วิหารแห่งนี้ได้ถูก ทำลายสิ้นก่อนปี ค.ศ. 262 จึงเหลือแต่ซากปรักหักพังเก็บไว้ชมอยู่ในกรุงอิสตันบลู ประเทศตุรกี

ปีรามิตแห่งกิซ่า

ชื่อสถานที่
ปิรามิดแห่งกิซ่า: The Great Pyramid of Egypt
สถานที่ตั้ง
เมืองกิซา ประเทศอียิปต์
ปัจจุบัน
สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
ปิรามิดเป็นสิ่งก่อสร้างรูปกรวยเหลี่ยมสำหรับเป็นที่เก็บศพกษัตริย์อียิปต์โบราณ ในอียิปต์มีอยู่ 70 ด้วยกัน แต่ปิรามิด 3 แห่งที่อยู่เมืองกีซ่า คือ หลุมฝังศพของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์(พระเจ้าคูฟู) คีเฟรน และไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดสันนิษฐานว่าปิรามิดนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 4600 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและยังคงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาสร้าง 10 ปี ปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามอันแห่งเมืองกีซ่านี้ ที่ใหญ่ที่สุดคือปิรามิดของพระเจ้าฟาโรห์คีออพส์ เรียกว่ามหาปิรามิด - ฐานของปิรามิดแห่งนี้มีความกว้างถึง 570,000 ตาราง768 ฟุต บริเวณฐานปิรามิด 4 ด้านนั้น มีความกว้างยาวเท่ากัน คือ 755 ฟุต หรือ 230.12 เมตร จะแตกต่างกันมากน้อยแค่ 8 นิ้ว - ตัวมหาปิรามิดนี้สูงประมาณ 432 ฟุตประมาณได้ว่ามีหินก้อนมหึมาถึง 2,300,000 ก้อน หนักกว่า 6,000,000 ตัน แต่ละก้อนหนักถึง 2.5 ตัน บางก้อนหนักถึง 16 ตัน กว้างยาวประมาณ 3 ฟุต หรือ 1 เมตร สันนิษฐานว่าผู้สร้างปิรามิดนี้อาศัยดวงดาวเป็นหลัก นอกจากความใหญ่โตอันน่ามหัศจรรย์ของปิรามิดแล้ว การก่อสร้างให้สำเร็จยัง น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าหลายเท่าถ้าทราบว่าหินเหล่านี้ต้องสกัดมาจากภูเขาที่อยูไกล แล้วลากมาสู่ฝั่งแม่น้ำไนล์ ล่องลงมาเป็นระยะทางนับร้อยไมล์ จึงมาถึงจุดใกล้ที่ก่อสร้าง แล้วชักลากผ่านทะเลทรายไปถึงที่ก่อส้างต้องแต่งสลักเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แล้วยก วางซ้อนขึ้นไปจนถึง 432 ฟุต ใจกลางปิรามิดมีห้องเก็บพระศพของพระเจ้าคีออพส์ข้างในทำจากหินแกรนิต กว้าง 34 ฟุต ยาว 17 ฟุต และสูง 19 ฟุต หีบพระศพของพระเจ้าคีออพส์ทำด้วยหินแกรนิตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องปิรามิดของพระเจ้าคีออพส์ ล้อมรอบด้วยหลุมศพ และปิรามิดเล็ก ๆ อีก 3 แห่ง ซึ่งเป็นของสมาชิกในราชวงศ์และในราชสำนักชั้นสูง ปิรามิดแห่งที่สองของกีซ่าเป็นปิรามิดคีเฟรน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาปิรามิด เล็กกว่ามหาปิรามิดเล็กน้อย คือสูง 460 ฟุต ช่วงบนของปิรามิดนี้มีลักษณะเด่นเพราะเป็นหินปูนขาว ปิรามิดไมซีรีนัส เป็นปิรามิดที่เล็กที่สุดในบรรดาทั้งสามแห่ง สูงแค่ 230 ฟุต นอกเหนือจากปิรามิดทั้งสามแล้วยังมี ตัวสฟิงซ์ซึ่งมีชื่อเสียงมากเช่นกัน โดยแกะสลักหินก้อนใหญ่เป็นรูปสิงโตหมอบอยู่แต่หน้าเป็นมนุษย์ใบหน้านี้เป็นใบหน้าของพระเจ้าคีเฟรน ซึ่งมีคนนับถือเป็นพระเจ้าแห่งพระอาทิตย์ รูปสฟิงซ์นี้สูงถึง 66 ฟุต ยาว 240 ฟุต หมอบเฝ้าปากทางที่พามุ่งตรงไปยังปิรามิดแห่งคีเฟรน

สุสานโมโซรุส

ชื่อสถานที่
สุสานของกษัตริย์โมโซรุส: The Mausoleum at Halicarnassus
สถานที่ตั้ง
เมืองฮาลคาร์นาซซัส ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน
ยังมีซากหลงเหลือ
สุสานเก่าแก่ของพระเจ้ามุสโซลุส กษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ หรือเปอร์เซียในปัจจุบัน สร้างโดยพระมเหสีชื่อ อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นทั้งพระขนิษฐาของพระองค์ด้วย ความตายของพระสวามี ทำให้พระนางเสียพระทัยมากถึงขนาดผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสานไว้เป็นที่ระลึก คำว่า MAUSOLEUM จึงถูกใช้ขนานนามสุสานขนาดใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา สุสานเก่าแก่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ เป็นผลงานของนายช่างผู้สร้างสรรค์ทั้ง 4 คน ด้วยกัน คือ ฟิดิอัส , ชาติรัสบายฮาซีส , สโคปปาส และ ทิโมทิอัส สร้างด้วยหินอ่อน ในปี ค.ศ. 156 - 190 มีขนาดสูงถึง 140 ฟุต ฐานโดยรอบยาวถึง 460 ฟุต บนยอดสุดเป็นพื้นเหลี่ยม เล็กกว่าฐานล่าง ได้ปั้นเป็นรูปราชรถและม้า 1 ชุด กำลังวิ่ง และมีกษัตริย์พระมเหสียืนอยู่บนราชรถม้า ประกอบด้วยลวดลาย สวยงามมาก ในปัจจุบันนี้เหลือแต่ซากปรักหักพังบางส่วนบางส่วนเพราะเกิดแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 12 - 13 ขึ้นและชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของประเทศอังกฤษชื่อ บริทิช มิวเซียม

ทัชมาฮาล

ตามประวัติเล่าว่า มุมทัชมาฮาล เป็นผู้หญิงที่งดงามมีเสห่น์ที่สุดในโลก นามเดิมว่า อรชุมันต์ภานุเบคุม เป็นบุตรของท่านอสัฟข่าน มารดาชื่อ ทิจันเบคุม อสัฟข่าน มุมทัชมาฮาล เกิดเมื่อ ค.ศ. 1592 เธอสนใจวิชาวรรณคดี ถนัดวิชาวาดเขียนและดนตรีมาก ได้สมรสกับชาห์ชะฮาน ขณะที่เธออายุ 19 ปี อยู่กินกันถึง 18 ปี มีบุตรชาย 8 คน บุตรหญิง 9 คน แต่มีชีวิตอยู่เพียง 5 คน เธอถึงแก่กรรมลงขณะคลอดลูกสาวคนสุดท้องชื่อ เกาษะนารา ตลอดเวลา 18 ปี มุมทัชมาฮาล เป็นภรรยาที่แสนประเสริฐเป็นที่รักของชาน์ชะฮาน เธออยู่ข้างสามีตลอดเวลาไปไหนไปด้วยกัน แม้ว่าจะออกทัพจับศึกก็ตามไปให้กำลังใจเสมอ มุมทัชมาฮาล จูงใจให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานบังเกิดความรัก ความเมตตา โดยการช่วยเหลือคนยากจน คนพิการ และคนที่ประสบความทุกข์ลำบาก ซึ่งคุณสมบัตินี้ ทำให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานรักเธอ ตรึงใจในเธอ ตรึงใจในเธอมิรู้ลืม วาระสุดท้ายที่มุมทัชมาฮานมเหสีสุดที่รักของกษัตริย์ชาน์ชะฮานจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ กษัตริย์ชาห์ชะฮานยกทัพไปปราบกบฏข่านชะหานโลดีที่เดกคานโดยมีมุมทัชมาฮาลติดตามไปให้กำลังใจสามีด้วย ทั้งๆที่เธอตั้งท้องแก่ เมื่อกษัตริย์ชาห์ชะฮานปราบกบฏราบคาบแล้ว ก็กลับเมืองมุระหันปุระ มุมทัชมาฮาลเจ็บท้องคลอดลูกคนสุดท้าย พอเธอคลอดแล้วเธอตกเลือดมากอยู่เพียงชั่งโมงเดียวก็สิ้นใจในอ้อมกอดของกษัตริย์ชาห์ชะฮาน ก่อนที่มุมทัชมาฮาลจะสิ้นใจเธอได้ขอร้องสามี 2 ข้อด้วยกัน คืออย่าให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานมีภรรยาใหม่ และขอให้กษัตริย์ชาห์ชะฮานสร้างอนุสาวรีย์ที่ฝั่งศพของเธอให้งดงาม เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกให้ได้ กษัตริย์ชาห์ชะฮานรับปากที่จะปฏิบัติตามทุกอย่าง เยี่ยงสามีที่รักภรรยาอย่างสุดชีวิตทั้งหลาย ในครั้งแรกศพของมุมทัชมาฮาลฝังไว้ที่เมืองมุระหันปุระ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายไปสู่นครอัคระ จนกระทั่งต่อมาอีก 6 เดือนกษัตริย์ชาห์ชะฮานได้สั่งให้เคลื่อนย้ายศพของเธอไปบรรจุไว้ที่หลุมฝั่งศพในสวนราชาฃัยสิงห์ แห่งนครอัคระโดยสร้างศาลาชั่วคราวไว้เหนือหลุมศพ เล่ากันว่า ในวันเคลื่อนศพมุมทัชมาฮาลมายังนครอัคระนี้ ได้จัดริ้วขบวนเกียรติยศยิ่งใหญ่มากเจ้าชายสุชาโอรสองค์ที่สองของกษัตริย์ชาห์ชะฮาน นำขบวนประยูรญาติเดินตามพระศพ มีการโปรยทานตลอดทาง นับแต่มุมทัชมาฮาลสิ้นชีวิต กษัตริย์ชานห์ชะฮานหมกมุ่นอยู่ในความทุกข์ตลอดเวลา มิได้ยิ้ม มิได้หัวเราะ โดยเฉพาะมิได้สนใจต่อร่างกายปล่อยเนื้อปล่อยตัว จนผมดำกลายเป็นผมขาวทั้งศีรษะ ทุกวันกษัตริย์ชาน์ชะฮานนุ่งขาวห่มขาว ไปนั่งรำพันถึงมุมทัชมาฮาลข้างหลุมศพ บางครั้งกอดหลุมศพรำพันอย่างเสียสติ กษัตริย์ชาห์ชะฮาน ได้โปรดนำเงินหนึ่งแสนรูปีออกทำบุญแผ่กุศลแก่มุมทัชมาฮาลจากที่เธอจากไปเป็นเวลา 3 ปี ในปี ค.ศ. 1631 กษัตริย์ชานห์ชะฮานโปรดให้สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ เป็นที่ฝั่งศพของมุมทัชมาฮาลโดยเลือกบริเวณฝั่งขวาแม่น้ำยมนา ตอนโค้งที่สวยงามและเหมาะที่สุด โดยที่นี่เดิมเป็นสวนของขุนนางผู้ใหญ่หลายท่าน มีเนื้อที่ 125 ไร่ ครั้งแรกกษัตริย์ชานห์ชะฮานให้ทำรูปจำรองก่อนด้วยไม้ เมื่อรูปจำรองพอใจแล้ว จึงมีการลงมือสร้างด้วยหินอ่อนขาวชนิดเยี่ยมทั้งสิน สถาปนิกที่ออกแบบก่อสร้างอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ กษัตริย์ชาห์ชะฮานได้เชิญสถาปนิกเอกทั่วอินเดีย และประเทศเตอร์กีเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรกัน ผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมซึ่งกษัตริย์ชาน์ชะฮานคัดเลือกคือ มุหะมัด อิซเอฟันดี ชาวเตอรกี โดยมี มุหะมันชารีฟแห่งแคว้นซามาระกันต์ เป็นผู้ช่วย ทั้งสองได้รับเงินเดือนๆละ 1 พันรูปี มุหะมัด ฮานนีฟ แห่งอัคร เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิศวกรอิสไมล์ข่าน แห่งเตอรกี เป็นผู้สร้างโดมมโนสิงห์ แห่งละโฮว์ มันสิฑาร์ แห่งมุลตาล โหันลาล แห่งกาเนาร์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายตกแต่ง อมานัข่าน แห่งเปอร์เซีย และมุหะมัดข่าน แห่งแบหแดด เป็นผู้ประดิษฐ์อักษรจารึก ซาดสมานิ ข่าน แห่งอาหรับเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะทั่วไป อมตามูหะมัก แห่งมอคารวา เป็นนานช่างแกะสลั อับดุลสะ แห่งเมืองเดลี มุหะมัด สัจจะ แห่งเมืองบอล์ซ และสกุลลา แห่งเมืองมุลตาน เป็นช่างก่ออิฐ พลเทพพาส อมีร์อาลีราษันข่าน แห่งมุลตาน เป็นผู้สลักดอกไม้ อับดุล การิบ และมาการะมัดข่าน เป็นผู้สร้างที่ฝั่งศพ มุฮัมมัดอิชา ออกแบบอนุสาวรีย์ โดยอาศัยเค้าโครงจากที่ฝั่งศพของหูมายูนที่เมืองนิวเดลี วัสดุก่อสร้างทั้งหลายมาจากที่ต่างๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้1. หินอ่อน ได้จากเมืองชัยปุร2. ศิลาแลง จากฟาเตปุรริขรี 3. พลอยสีฟ้า จากธิเบต4. พลอยสีเขียว จากอียิปต์5. หินสีฟ้า จากคัมภัย6. โมรา จากคัมภัย7. เพชร จากเมืองฟันนา8. หินทองแดง จากรัสเซีย9. หินทราย จากแบกแดด นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจากมิตรประเทศอีกหลายแห่ง สถานที่ก่อสร้างแรกที่เดียวสร้างเป็นนิคมให้คนงานอยู่ ชื่อว่า มุมทัชชาบัด ปัจจุบันยังมีซากเหลืออยู่บ้าง เรียกว่า ตาจกันซ์ ทุกคน ทุกฝ่ายทุ่มเทสุดความสามารถทุ่มเทชีวิต สร้างอนุสาวรีย์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อมุมทัชมาฮาล ผู้เคยให้ความเมตตากรุณาต่อพวกเขาอย่างยิ่ง ในขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งประณีตวิจิตรบรรจงเท่าใด ก็เป็นการถวายความจงรักภักดีมากเท่านั้น อนุสาวรีย์มุมทัชมาฮาลสำเร็จเสร็จสิ้นลงอย่างงดงาม หลังใช้เวลาในการก่อสร้างตกแต่งทั้งสิ้นถึง 22 ปี หีบศพของมุมทัชมาฮาลถูกเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานอยู่ในห้องใต้ดินบริเวณโดม และบิเวณโดมมโนสิงห์ซึงปรากฏหีบศพของมุมทัชมาฮาล และของกษัตริย์ชาห์ชะฮาน ประดิษฐานอยู่นั้นเป็นหีบศพจำลอง กษัตริย์ชาห์ชะฮาน เฝ้าระทมเพราะการจากไปของมุมทัชมาฮาล มเหสีสุดที่รักอยู่เป็นเวลา 36 ปี ก็พอดีเกิดศึกกลางเมืองมีการแย่งชิงราชบัลลังก์ขึ้นระหว่างพระโอรสของกษัตริย์ชาห์ชะฮานเอง กษัตริย์ชาห์ชะฮานถูกจับไปขังไว้ที่ป้อมใหม่เมืองอัคระเอารังเซบ โอรสของกษัตริย์ชาห์ชะฮานขึ้นครองบัลลังก์แทนกษัตริย์ชาห์ชะฮานได้สวรรคตที่ป้อมแห่งนี้ ก่อนสิ้นใจได้ขอให้ชาราพาประคองศีรษะของพระองค์ขึ้น ให้มองเห็นภาพทัชมาฮาล เพื่อระลึกถึงยอดรักของพระองค์ในนาทีสุดท้าย เอาวังเซบราชโอรสจึงได้นำพระศพของพระบิดามาประดิษฐานไว้เคียงข้างพระศพของมุมทัชมาฮาล ณ อณุสาวรีย์ที่สวยที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด มหัสจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสถิตอยู่ให้โลกพิศวงกระทั่งปัจจุบันนี้ จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกยุคปัจจุบัน
ประวัติทัชมาฮาล หน้า 2

เพตรา

“เพตรา” นครศิลาสีกุหลาบ “เพตรา” มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือ Red Road City เมืองมรดกโลกที่แกะสลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก ที่น่าตื่นตาตื่นใจกับการขี่ม้าลัดเลาะไปตามหุบเขาและเดินเท้าเข้าสู่รอยแยกของเปลือกโลก (Siq) ที่ซ่อนความยิ่งใหญ่ตระการตาของมหาวิหารปราสาททรายสีชมพู “เอล คาซเนห์” มานับพันปี... “จอร์แดน” ถือเป็นประเทศศูนย์กลางแห่งมิตรภาพแห่งตะวันออกกลาง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สถานที่โมเสสเสียชีวิต และแหล่งอารยธรรมหัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่กว่า 2,000 ปีมาแล้ว เมืองเพตรา “นครศิลาสีกุหลาบ” เมืองที่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนและสูญหายไปจากแผนที่นานนับพันปี ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาที่สูงชันประดุจเป็นปราการอันยิ่งใหญ่
เมื่อลัดเลาะไปตามพื้นหินและทรายกว่า 800 เมตร ที่จะมุ่งหน้าไปในเส้นทางมหัศจรรย์ที่ทางเข้าออกของเมืองเพตรา คือ บริเวณซอกเขาเรียกว่า ซิค (Siq) เป็นหุบเขาสูง 250 ฟุต และทอดคดเคี้ยวไปบนเส้นทางที่พาดผ่านเข้าไปถึงใจกลางเมือง เกิดจากการถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนเกิดเป็นช่องทางเดินเล็กๆ ระหว่างหุบเขา ความสวยงามของหุบเขาทั้งสองด้าน สวยงามด้วยสีสันของหินสีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ชมร่องรอยซากปรักหักพังที่ยังมีร่องรอยให้เห็นการจัดการเรื่องการชลประทานในการลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำภูเขาเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างน่าทึ่ง และยังมีภาพศิลปะแกะสลักจากภูเขาอีกมากมาย
จากนั้นเข้าเขตหน้าผาสูงชันสองข้างทางสู่มหานครแห่งศิลาทรายสีชมพูตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ปราสาททรายสีชมพู ที่นี่เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “อินเดียน่า โจนส์” ภาค 3 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า มหาวิหารแกะสลักเสลาจากภูเขาอย่างกลมกลืนได้สัดส่วนและสวยงามน่าอัศจรรย์เป็นอาคาร 2 ชั้น ประดับ ด้วยเสาแบบคอรินเทียนส์และรูปคน ซึ่งสลักขึ้นจากเขาบริเวณกลางเมือง ว่ากันว่าเป็นคลังที่เก็บสมบัติของฟาโรห์ “เพตรา” เคยเป็นเมืองหลวงของพวก นาเบเธียนมา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ทำเลที่ตั้งของเมืองอยู่กึ่งกลางของเส้นทางการค้าคาบสมุทรอาระเบีย-ลุ่มแม่น้ำไนล์ และปาเลสไตน์-ลุ่ม แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส เลยไปจนถึงอินเดีย จึงทำให้เป็นเมืองศูนย์กลางเส้นทางการค้าทางบกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ชาวโรมันจึงได้เข้ามายึดครอง จนกระทั่งในปี 363 ได้เกิดแผ่นดินไหวบ้านเรือนภายในเมืองพังทลายลงมาประกอบกับมีการเปิดเส้นทางการค้าทางทะเลที่อ่าวสุเอช ชาวเมืองจึงพากันละทิ้งเมืองไปอยู่ที่อื่น เพตรากลายเป็นเมืองร้างไปในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ทรายได้ปลิวมาปกคลุมเมืองทั้งเมือง จนหายไปจากแผนที่นานกว่าพันปี แต่ในที่สุดปี 1813 จอห์น เลวิช เบอร์คฮาร์ดท์ นักเดินทางชาวสวิสได้มาพบนครแห่งนี้ จึงเริ่มปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งและในปี 1985 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก

ตุรกี

“ตุรกี” ประเทศสองทวีป วงการการท่องเที่ยวทั่วโลกต้องตะลึงและแปลกใจกันสุดๆ เมื่อตุรกีสร้างสถิติใหม่พบว่า นักท่องเที่ยวอเมริกันหันมาเที่ยวตุรกีในปีที่ผ่านมาสูงกว่าที่เคยเป็นกว่า 5 แสนคน มาเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์สองโลก อาหรับและยุโรป แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกว่า 20 ล้านคน เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศตุรกี ประเทศที่มีอารยธรรมผสมผสานกันระหว่างตะวันออกและตะวันตกหรือยุโรปกับมุสลิม ตุรกีจึงเป็นหนึ่งในสิบอันดับประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้าชาวอเมริกันให้ความสนใจและเดินทางมาเที่ยวที่นี่ได้ ก็แสดงว่าที่นี่มีความปลอดภัยในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งๆ ที่อยู่ในภาวะที่ไม่ปกติจากการก่อการร้ายนัก และยังให้ความสนใจเดินทางไปท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถานในประวัติศาสตร์ของประเทศมุสลิมมากขึ้นด้วย นั่นเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อภาวะการท่องเที่ยวตุรกีเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนมากขึ้น เป็นที่คาดการณ์ว่า แนวโน้มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทาง “ผ่าน” และ “เที่ยว” ตุรกีในปีนี้เพิ่มขึ้นอีก ชาวมุสลิมตุรกีแตกต่างจากชาวมุสลิมทั่วไป ชาวตุรกีมีความทันสมัยมากขึ้น ผู้หญิงหรือผู้ชายไม่จำเป็นต้องใช้ “ฮิญาบ” หรือผ้าคลุมศีรษะขณะที่ไปทำงาน หรือเด็กๆ จะไปโรงเรียนก็ไม่จำเป็นต้องแต่งกายแบบอาหรับแล้ว เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับ
นโยบายของตุรกี ไม่เพียงแต่จะเป็น มิตรกับกลุ่มประเทศอาหรับ แต่ยังเป็นพันธมิตรได้กับอิสราเอลด้วย จึงพบเห็นชาวอิสราเอลในเมืองทั่วไปแต่ละเมืองมีความเรียบง่ายแบบเอเชีย แต่ก็มีความทันสมัยเป็นชุมชนเมืองนานาชาติรวมอยู่ ถึงวันนี้หลายคนบอกว่าตุรกีเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ “สุเหร่าสีน้ำเงิน” (Blue Mosque) สุเหร่าแห่งนี้มีหอมินาเรสท์ 6 หอ แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1616 หรือกว่า 380 ปีมาแล้ว รอบๆ แกรนด์บาซาร์ยังมี “พระราชวังทอปกาปี” เคยเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมัน ปัจจุบันจัดให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตุรกีมีอีกโลกที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ ย้อนยุคไปสู่โลกของชาวโรมันยุคที่รุ่งเรืองและขยายอาณาจักรครองโลกมาถึงที่นี่ ในอดีตพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander theGreat) ได้เคยนำกองทัพกรีกอันยิ่งใหญ่ขึ้นฝั่งที่เมืองรอบเมืองท่าอีสเมียร์ นครโบราณเอฟิซุส (City of Ephesus) เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่งเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนา “เอฟิซุส” ขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน ถนนสร้างด้วยหินอ่อนผ่านใจกลางเมืองเก่าที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากสิ่งก่อสร้างเมื่อสมัย 2,000 ปีที่แล้ว กรุงทรอยหรือโทรจัน ในตำนานของกวีตาบอดเจ้าของมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซีที่ชื่อว่า “โฮมเมอร์” เกี่ยวกับตำนานของ “เฮเลนแห่งกรุงทรอย” ต้นเหตุสงครามแห่งกรุงทรอยกองทัพกรีก ต้องลงเรือมุ่งสู่กรุงทรอยเพื่อแย่งชิงเธอกลับมา ที่นี่จึงเป็นเมืองม้าไม้แห่งกรุงทรอยอันโด่งดัง อาวุธอันชาญฉลาดเหตุให้กรุงทรอยแตก ปามุคคาเล่ (Pamukkale) เป็นเมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆ หลายชั้น และผลจากการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาวซึ่งมีความงดงามมาก คัปปาโดเกีย (Cappadocia) เมืองที่ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลก ดินแดนที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์แปรสภาพเป็นหุบเขา ร่องลึก เนินเขา กรวยหิน และเสารูปทรงต่างๆ ที่งดงาม ยังมี นครใต้ดิน (Underground City Of Derinkuyu Or Kaymakli) ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนจากการรุกรานของข้าศึก ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโรมัน-กรีกที่ ยังคงอนุรักษ์ไว้อยู่ที่นี่ ท่ามกลางโลกของมุสลิม...

ไต้หวัน

ไต้หวัน” ทุ่มเต็มที่ ใช้รถไฟหัวจรวดเจาะแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไต้หวัน ได้ทุ่มงบประมาณและความพยายามอย่างมาก เริ่มขยายบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ด้วยรถไฟไฮสปีดยุคใหม่ ความเร็วสูง สร้างความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางที่ประหยัดเวลามากขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมความงามได้หลายรูปแบบหลากหลายของเกาะในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน อย่างเส้นทางไทเปเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกอันงดงามไปยังเมือง “ฮัวเหลียง” ทางด้านตะวันตกใช้เวลาเพียง 1.59 นาทีเท่านั้น ไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ จากที่เคยต้องเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านทิวเขาอันคดเคี้ยวนานกว่า 7 ชั่วโมง พร้อมๆ กันนั้นก็ได้สร้างเส้นทางไฮเวย์ไปยังเมืองเกาสง เมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอันดับสองของไต้หวัน ขนานไปกับเส้นทางรถไฟได้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์” ในการบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม จากความสำเร็จในการประกาศความเป็นหนึ่งในด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล้ำยุค ด้วยสัญลักษณ์ของ ตึกที่สูงที่สุดในโลก ตึกไทเป 101 เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในขณะนี้ สามารถขึ้นไปยังจุดชมวิวที่เห็นกรุงไทเปได้ทั้งเมือง ด้วยลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลกเช่นกัน ไทเป 101 มีความสูงถึง 508 เมตร บริเวณที่ตั้งของตึกนี้ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่เป็นที่นิยมของชาวไทเปและชาวต่างชาติ มีห้างสรรพสินค้าและช็อปปิ้งมอลล์อยู่ถึง 10 แห่ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมในแต่ละวันจำนวนมาก อีกแห่งหนึ่งที่ได้พัฒนาด้วยทุนมหาศาลเพื่อการแสดงนิทรรศการวัตถุโบราณอันล้ำค่า คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกู้กง ที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าของจีนกว่า 620,000 ชิ้น แต่ละชิ้นมีประวัติยาวนานมากกว่า 5,000 ปี จนได้รับการยกย่องติดอันดับ 1 ใน 4 ของโลก วัตถุโบราณนี้นำมาจากประเทศจีน มากจนต้องผลัดเปลี่ยนให้ชมทุกๆ 3 เดือน วัตถุโบราณชิ้นเอกที่มีชื่อเสียง เช่น เรือแกะสลักจากลูกวอลนัท หยกผักกาดขาว และหยกสีน้ำตาลเหมือนหมูสามชั้นจะมีให้ชมตลอดปี ไม่เพียงเท่านี้ การท่องเที่ยวไต้หวัน ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนา รถไฟฟ้าด่วนรอบเกาะไต้หวัน นั่นคือ “รถไฟด่วนหัวจรวด” (Bullet Train) ระหว่างภาคเหนือไทเปไปจนถึงเมืองเกาสง ทางภาคใต้ ด้วยความเร็วกว่า 300 กม./ชั่วโมง และมีถนนเที่ยวรอบเกาะไต้หวันไว้คอยต้อนรับ เป็นระบบขนส่งที่สะดวกสบายมากๆ
หรือจะเลือกเดินทางด้วย“Bullet Train” รถไฟนั่งรอบเกาะไต้หวัน ก็ได้... หลายคนที่เคยไปชมอควาเรียมทางทะเล มาหลายประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่น ซิดนีย์ ออสเตรเลีย จีนหรือฮ่องกง ต่างก็ต้องต้องชมเชยในความอลังการและความตั้งใจในการจัดการแสดงชีวิตในมหาสมุทรได้อย่างตื่นตาตื่นใจมากกว่าที่เคยได้ชมมา พิพิธภัณฑ์ทางทะเล เมืองผิงตง ได้ออกแบบจัดการแสดงทางทะเลจากทั่วโลกทั้งในน่านน้ำไต้หวัน น่านน้ำสากลและการศึกษาค้นคว้าวิวัฒนาการด้านชีววิทยาของสัตว์น้ำยุคโลกโบราณ
ที่น่าสนใจมากอีกจุดก็คือ การแสดงระบบ 3 มิติของสัตว์โบราณ ที่พุ่งออกจากจอภาพการแสดงถึงผู้ชมให้ตกอกตกใจกับการพุ่งเข้าใส่ของสัตว์โบราณที่กำลังออกหากิน ล่าสัตว์ที่เล็กกว่า ในจุดแสดง “น่านน้ำของโลก” ถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดการแสดงพิิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในทศวรรษหน้า ผู้ชมจะต้องร้อง “กรี๊ด” ด้วยความตกใจที่เสมือนจริง พิพิธภัณภ์ทางทะเลยุคใหม่นี้ เริ่มเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2534 เรียกว่า National Museum of Marine Biology and Aquarium และเปิดให้ประชาชนได้ชมได้้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ประมาณ 7 ปีที่ผ่านนี่เอง ถือเป็นแหล่งวิจัยเพื่อการเรียนรู้และศึกษาชีวิตใต้มหาสมุทรที่ทันสมัยที่สุดด้วย เทคโนโลยี ในอนาคตตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นสถานที่แสดงสัตว์น้ำในยุคปัจจุบันและยุคโบราณด้วยระบบ ดิจิทัล คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปลายปีนี้

บาหลี

บาหลี” สวรรค์บนดิน เกาะบาหลี ได้รับการขนานนามว่า “อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย” อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินโดนีเซีย ความหลากหลายและมนต์เสน่ห์ของเกาะบาหลี ถูกขนานนามมากมายว่าเป็น เกาะแห่งพระเจ้าบ้าง เป็นจุดรุ่งอรุณของโลกบ้าง ทั้งหมดนี้ เกิดจากความประทับใจของผู้ที่เคยไปเยือน ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศและทัศนียภาพอันสวยงาม เกาะที่ห่างไกลแห่งนี้ให้ความรู้สึกถึง ความเป็นเอเชียอย่างมาก บาหลี เป็นเกาะที่สวยงามที่สุดในเอเชียแปซิฟิก การเดินทางก็สะดวกด้วยสายการบินตรงทุกวันจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก แล้วเดินทางต่อด้วยรถโค้ชแสนสบาย บาหลีเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มี อากาศตลอดปีอยู่เพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม และ ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-33 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี ด้วยความร้อนของแสงแดดจึงต้องเตรียมป้องกันตัวเองจากแสงอาทิตย์ที่จะแผดเผาไหม้ผิวหนังของคุณ ควรเตรียมหมวกกันแดดและครีมทากันแดดไปด้วยให้พร้อมและเพียงพอ วันนี้ นักท่องเที่ยวเริ่มหวนเดินทางกลับไปเที่ยวบาหลีมากอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมและสงกรานต์ของไทยด้วยราคาห้องพักที่นี่อยู่ในอัตราเดียวกับเดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาะภูเก็ตของไทย แต่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความงามตามธรรมชาติ วัด รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างไป
บนเกาะบาลีมีกลิ่นอายของน้ำทะเลยามเช้าสดชื่นบริสุทธิ์ จากนั้นเดินขึ้นสู่ ภูเขาไฟคินตามณี (Kintamani) ที่ท่านจะตะลึงกับความงามของขุนเขาที่งดงามราวสรวงสวรรค์ ที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ชมความงามของ ภูเขาไฟกุหนุงอากุง (สูงจากระดับน้ำทะเล 3,142 เมตร) ภูเขาไฟที่เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของมวลเทพเจ้าต่างๆ ยังมี ภูเขาไฟบาตูร์ (สูงจากระดับน้ำทะเล 1,760 เมตร) ที่บนปากปล่องภูเขาไฟมีปุยเมฆ ปกคลุมทัศนียภาพที่งดงามราวสรวงสวรรค์ ภูเขาไฟ ทั้งสองนี้ยังไม่ดับและนับวันรอวันปะทุอีกครั้ง ที่นี่มี ทะเลสาบบาตูร์ ทะเลสาบน้ำจืดที่งดงามอีกด้วย จากนั้นเดินทางสู่ Tempak Siring วิหารศักดิ์สิทธิ์ภัคศิริงค์ สร้างในศตวรรษที่ 13 ในสมัยโบราณใช้ประกอบพิธีทางศาสนาในราชวงศ์กษัตริย์เท่านั้น ก่อนเข้าไปในสถานที่แห่งนี้จะได้รับผ้าซึ่งนำมาคาดเอวเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่และชมความมหัศจรรย์ของ บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Terta Empul) ที่มีแหล่งน้ำจากบ่อน้ำผุดขึ้นจากใต้ดินให้ชาวบ้านได้ใช้เป็นพันปีโดยไม่มีวันหมด
ผู้เดินทางมาถึงที่นี่จะดื่มด่ำความสุขและต้องมนต์ความงดงามแห่งท้องทะเลและแมกไม้ที่รายล้อมอย่างใกล้ชิด จนรู้สึกผ่อนคลายไปกับธรรมชาติ หรือจะสัมผัสอากาศที่สดชื่น ดูกลิ่นอายธรรมชาติบนเฉลียงใต้ร่มไม้เหนือสวนสวยก็ได้ มีเสียงน้ำพุคอย ขับกล่อมสไตล์บาหลี ถ้าจะประชุมหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในรูปแบบที่ต้องการแล้ว ยังมีการสร้างสรรค์กิจกรรมในหลากหลายรูปแบบให้ด้วย มีทีมงานมืออาชีพที่จะร่วมเติมเต็มความสุข ความสนุกสนานตื่นเต้นไปกับประสบการณ์ สร้างความประทับใจ ณ ดินแดน อันงดงามดุจความฝันนี้ บาหลีวันนี้ มีสัญญาณที่ดีสำหรับลูกค้า ที่จะกลับไปท่องเที่ยวที่นี่อีก สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดก็คือ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เริ่มเดินทางกลับมาเที่ยวบาหลีอีกครั้ง รองลงมาก็คือนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนใหญ่ที่เดินทางมาจะเป็นกลุ่มครอบครัว สำหรับอาหารบาหลี รสชาติอาจจะไม่จัดจ้านเท่าอาหารไทย แต่เครื่องปรุงคล้ายๆ กับอาหารไทยทั้งนั้น ที่สำคัญที่สุด ทุกแห่งจะคงไว้ซึ่งความ งดงามของธรรมชาติ เพื่อให้ได้สัมผัสความงามของ “สวรรค์บนดิน”ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมงดงามเอื้อ ต่อบรรยากาศการพักผ่อนและงานธุรกิจของคุณพร้อมกันไปด้วย

รัสเซีย

“เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” ราชินีแห่งยุโรป “รัสเซีย” ถูกขนานนามว่าเป็นประเทศที่ “ผู้หญิงสวยที่สุดในโลก” และ “เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก” ก็งดงามดุจราชินีแห่งยุโรป... ด้วยความหนาวเย็น ต้องเดินทางไปช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยว คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม อากาศช่วงนี้จะเย็นสบาย ทิวทัศน์สวยมาก ต้นไม้กำลังผลิดอกเต็มไปหมด กลิ่นหอมตลบไปทั่ว เป็นช่วงที่เรียกว่า “ไวท์ไนท์” เป็นผลจากแสงของพระอาทิตย์เที่ยงคืน การเดินทางไปเที่ยวรัสเซียก็สะดวกมากขึ้น สามารถบินตรงจากกรุงเทพฯ-มอสโก ได้เลย หากอากาศไม่หนาวจัดเกินไป การไปเที่ยวจัตุรัสแดงและพระราชวังเครมลิน พิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมเมืองหลวงในรูปแบบทรงยุโรปมีความอลังการและมีเสน่ห์อย่างพลาดไม่ได้ สัมผัสกับความหลายหลากของอารยธรรมแห่งดินแดนหมีขาว “พระราชวังเครมลินและจัตุรัสแดง” ได้รับการเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นสมบัติของโลก “World Heritage” สถาปัตยกรรมที่ดีเลิศ ที่สุดในยุโรปยุคกลาง ยังมีพิพิธภัณฑ์สรรพาวุธ พิพิธภัณฑ์พระคลังเพชร วิหารเซนต์เดอะซาเวียร์ สถานีรถไฟใต้ดินอันสวยงามเลื่องชื่อ และวิหารเซนต์บาซิล สัญลักษณ์ของรัสเซีย “สถานีรถไฟใต้ดินกรุงมอสโก” ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานีรถไฟใต้ดินแห่งเดียวในโลกที่มีศิลปะอันงดงาม เรียกได้ว่า สวยที่สุดในโลก “พิพิธภัณฑ์อาร์เมอรี่แชมเบอร์” พระราชวังเครมลิน ที่เก็บสมบัติอันล้ำค่ากว่า 4,000 ชิ้น วัตถุล้ำค่ากับความมั่งคั่งและมีคุณค่าสูงของงานฝีมือ
“ชุดไข่ฟาแบร์เช่” (Faberge) แรกเริ่มนั้นมีช่างทองประจำราชสำนักได้เป็นผู้ริเริ่มผลิตผลงาน “ไข่อีสเตอร์” ถวายแด่พระเจ้าซาร์ในวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานอย่างมากของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 มาจนถึงพระโอรสพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 นั้น ก็ได้จัดหาเครื่องเงินจากทางแถบประเทศยุโรปที่มีความงดงามมาก ทั้งรูปแบบ รูปทรงและลวดลายที่คลาสสิกแบบฉบับยุโรป และเครื่องราชบรรณาการจากประเทศต่างๆ ที่ได้นำมาจัดแสดงไว้ “เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” เป็นเมืองหลวงเก่าที่มีความเป็นอิตาลี เพราะได้รับอิทธิพลมาเต็มๆ สถาปัตยกรรมที่เด่นๆ จะเป็นพระราชวังฤดูหนาวและ “The Hermitage” แกลลอรีที่มีความสวยงามมาก ความยิ่งใหญ่ของพระราชวังฤดูหนาว ที่ประกอบด้วยห้องต่างๆ มากกว่า 1,050 ห้อง ณ สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับรับรองการเสด็จเยือนของรัชกาลที่ 5 ของไทยในการเจริญสัมพันธไมตรีไทย-รัสเซีย พร้อมทั้งทรงร่วมฉายพระรูปกับพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ของสหพันธรัฐรัสเซีย
พระราชวังฤดูหนาวจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ มีการแสดงผลงานศิลปะที่โด่งดังจาก ทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านชิ้น ตั้งแต่ยุคอียิปต์ โบราณจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีผลงานของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ไมเคิล แองเจโล ราฟาเอล ติเตียน แรมแบรนท์ รูเบนส์ ภาพวาดอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศส รวมทั้งแวนโก๊ะ มาติส โกแกง และจิตรกรชื่อดังโรแดง ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนี้ ยังจะได้ชมเรือลาดตระเวนออโรร่าที่จอดปลดประจำการ เรือลำนี้เคยใช้เป็นเรือพระที่นั่งของผู้แทนพระเจ้าซาร์ ที่ส่งมาร่วมงานพระราชพิธีราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว การไปชม “พระราชวังฤดูหนาว” จะได้พบความยิ่งใหญ่อลังการ มีลานกว้าง และ “เสาอเล็กซานเดอร์” ที่สร้างถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ที่พระองค์ทรงชนะ สงครามเหนือนโปเลียนของฝรั่งเศส กล่าวได้ว่า พิพิธภัณฑ์นี้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ของฝรั่งเศสเลยทีเดียว...

กรุงปราก

“ปราก” เมืองเก่าสวยมาก ความสวยงามของกรุงปราก ดินแดนของสาธารณรัฐเช็ก เป็นที่เลืองลือและมีผู้คนเดินทางไปชมเมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย เช่น โรมันเนสก์ โกธิค เรเนซองส บารอค รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่างๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน และองค์การ UNESCO ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวเริ่มชมเมืองจากเมืองเก่า Old Town Square หอนาฬิกาดาราศาสตร์ โบสถ์ติน ในบริเวณเมืองเก่าตอนค่ำคืนก็มีเรื่องเล่าว่าผีดุเช่นกัน เพราะในยุคกลางสมัยก่อนมีการประหารชีวิตพวกแข็งข้อหวังยึดอำนาจการปกครองกัน เมื่อถูกจับได้ก็มีการตัดหัวกันกลางเมืองเก่า เพื่อมิให้เอาเยี่ยงอย่าง การชมกรุงปรากสามารถชมได้เกือบหมดในช่วง 2-3 วัน สะพานชาร์ลส (Charles Bridge) ถือเป็น สัญลักษณ์ของเมืองปรากสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 ชื่อเดิมเรียกว่า “สะพานปราก” ต่อมาในปี 1870 ได้เปลี่ยนชื่อตามพระนามของพระเจ้าชาร์ล อยู่ย่านจัตุรัสและตัวเมืองเก่า (Old Town Square) ที่คลาสสิกโดยเฉพาะอาคารศาลาเทศบาลกรุงปราก นักท่องเที่ยวจะเฝ้าดูนาฬิกาโบราณทุกชั่วโมงจะมีตุ๊กตาออกมาบอกเวลา และจักรราศีของ ดวงดาวในแต่ละวัน อีกทั้งยังเป็นนาฬิกาเก่าแก่แห่งหนึ่งในยุโรป
ในกรุงปรากอนุสาวรีย์ของจอห์น ฮุช (John Hush) และโบสถ์ทีน (Tyn Church) ประธานาธิบดี ชมโบสถ์เซนต์ไวตุส (St.Vitus Cathedral) โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี 1344 ในศิลปะแบบโกธิคมีการก่อสร้างเรื่อยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปี 1929 มีหน้าต่างกระจกสีที่งดงามเป็นรูปภาพของนักบุญและเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ปราสาทปราก (Prague Castle) ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก สร้างขึ้นในปี 885 โดยเจ้าชายบริโวจ ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดี
จากกรุงปรากเดินทางสู่ เมืองคาร์โลวี วารีตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำเทปลา ไหลหล่อเลี้ยง เมืองคาร์โลวี วารี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสปาที่ใหญ่ที่สุดของเช็ก ตามตำนานบอกว่าพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ทรงพบแหล่งน้ำแร่ที่เมืองนี้ในปี 1358 เมื่อครั้งเสด็จฯ ออกล่าสัตว์แล้วสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำพุร้อน นับแต่นั้นเมืองนี้ก็มีชื่อเสียงของบ่อน้ำแร่ที่ใช้สำหรับรักษาร่างกายและบำบัดโรคร้ายต่างๆ เป็นต้นมา จนถึงเดี๋ยวนี้ทั้งเมืองมีน้ำพุร้อน และ น้ำแร่อุณหภูมิตั้งแต่ 42-72 งศาเซลเซียส ทั้งหมด 12 แห่ง เมืองแห่งสปานี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นศูนย์กลางบำบัดโรคภัยต่างๆ ในอดีตมีเจ้านายหลายพระองค์เคยเสด็จฯ เยือน เช่น จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า แห่งออสเตรีย พระเจ้าปีเตอร์ มหาราช แห่งรัสเซีย และพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 แห่งปรัสเซีย จนทำให้เมืองนี้กลายเป็นแหล่งรีสอร์ททางสุขภาพระดับโลก ยังมีเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา บ้านเรือนหลังคาสีแดงเรียงรายลดหลั่นเป็นชั้นๆ แล้วเดินชม ปราสาทครุมลอฟ (Krumlov) มรดกโลกชิ้นหนึ่งสร้างเมื่อ 1250 เป็นปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา จะเป็นรองก็แต่ปราสาทปรากเท่านั้น มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำวัลตาวา ตรงบริเวณคุ้งน้ำพอดีฝั่งตรงข้ามเป็นย่านเมืองเก่าคลาสสิก “Senete Square” และโบสถ์เก่ากลางเมือง กรุงปรากมีสะพานหินเก่าๆ เช่น สะพานชาร์ลส (Charles Bridge) แต่ผู้คนไปชมในแต่ละ ปีเป็นจำนวนนับแสนๆ เดินเลียบไปตามแม่น้ำอีกนิด ก็จะพบตึกเก่าแต่ปรับปรุงใหม่ ดีไซน์ใหม่ เรียกว่า “ตึกเต้นระบำ” ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังคนหนึ่ง เที่ยวกรุงปรากยังไม่แพงมาก รีบๆ มาเที่ยว อีกหน่อยใช้เงินยูโรในปี 2010 จะแพงขึ้น ขอให้สนุกกับการเที่ยวกรุงปรากครับ และซื้อเครื่องแก้วคริสตัลของเช็กไปใช้บ้าง

เคนยา

เคนยา (Kenya) “เคนยา” ประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดด้านท่องเที่ยวป่าซาฟารีในทุ่งหญ้าสะวันนาสุดลูกหูลูกตา ได้เผชิญหน้ากับเจ้าป่าทั้ง 5 ได้แก่ สิงโต เสือดาว ช้าง ควายป่า และแรด ที่มีให้เห็นกันจะจะ...การท่องซาฟารีที่นี่ใช้รถตู้ที่ดัดแปลงให้ช่วงล่างมีความแข็งแกร่งและใช้งานได้นานทนทานมากขึ้น ขับขี่ในทุ่งหญ้าสะวันนาได้อย่างปลอดภัย หลังคาของรถสามารถเปิดออกให้นักท่องเที่ยวยืนชมภาพชีวิตสัตว์ป่าได้ มาปีนี้มาเลเซียพลิกโฉมสร้างจุดขายใหม่ดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชายหาด ดำน้ำ ชมธรรมชาติ ช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมลดราคา อุทยานแห่งชาติที่เคนยามีอยู่หลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติแอมโบเซลี บางพื้นที่ของอุทยานจะเป็นทะเลสาบ ในยามที่น้ำแห้งรถจะวิ่งผ่านไปได้ อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาคิลิมานจาโร ที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ยอดเขาสูงเสียดฟ้ามีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี สังเกตเห็นได้จากระยะไกลแสนไกลตัดครึ่งขอบฟ้าแอฟริกา เเมาน์ท เคนยา (Mount Kenya) เป็นภูเขาที่ใหญ่เป็นที่สองของทวีปแอฟริกา ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตร แต่ยอดเขามีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดปี เหนือระดับน้ำทะเล และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ มีที่พักที่แสนสบายบรรยากาศเหมาะสำหรับการพักผ่อน คือ เมาน์ท เคนยา ซาฟารี คลับ ซึ่งโรงแรมแห่งนี้มีสนามกอล์ฟเขียวขจี หลังอาหาร มื้อค่ำมีโชว์ Coriolis Effect แสดงให้เห็นความ แตกต่างของการอยู่เหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร คือ น้ำจะไหลวนไปคนละทาง ค่อยๆ วางไม้ขีดไฟลงไปจะเห็นว่าไม้ขีดไฟหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่พอยกเหยือกน้ำไปวางใต้เส้นศูนย์สูตร ไม้ขีดไฟอันเดิมกลับหมุนตามเข็มนาฬิกา หมู่บ้านของชาวมาไซ เป็นที่อยู่ของชนพื้นเมืองเผ่ามาไซ ที่อยู่อาศัยรอบๆ เยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่บริเวณอุทยาน ชนเผ่านักรบผู้ไม่หวั่นเกรงแม้กระทั่งสิงโต ประกอบอาชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์และปลูกสร้างบ้านด้วยวัสดุท้องถิ่นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีแต่แผ่นดินและผืนฟ้า ใช้กิ่งต้นอะคาเซียเป็นโครง พอกด้วยดินผสมขี้วัว

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาไซมารา มีทิวทัศน์งดงามและเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาพรรณ ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (Game Drive) ที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการดูสัตว์ ในฤดูอพยพมีฝูงวิลเดอบีสต์ ม้าลาย ยีราฟ อิมพาลาและกาเซล ชนิดต่างๆ นับล้านๆ ตัว จากทุ่งหญ้าเซเรงเกติในแทนซาเนีย เพื่อมายังแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ในมาไซมารา การอพยพข้ามแม่น้ำมารา ที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิต ต้องข้ามผ่านฝูงจระเข้ที่หิวโหย นับเป็นเหตุการณ์ที่สนใจของนักถ่ายทำสารคดีและผู้ที่สนใจทั่วโลก เหตุการณ์นี้เรียกว่า “The Great Migrations”

เอกลักษณ์ของพวกมาไซ คือ นิยมคลุมตัวด้วยผ้าสีแดงสด ด้านหลังหมู่บ้านจะมีสินค้าพื้นเมืองแฮนด์เมดให้เลือกซื้อ เช่น กำไล สร้อยคอที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมาไซ ไม้แกะสลักประเภทของแต่งบ้านและงานผ้าที่เรียกว่า คีคอย (Kikoy) เป็นผ้าฝ้ายทอมือสีสันสดใส เดอะ เกรท ริฟท์ วัลเลย์ (The Great Rift Valley) เป็นภูมิประเทศที่โดดเด่นที่สุดของแอฟริกาตะวันออก ด้านข้างถูกขนาบด้วยภูเขาไฟขนาดใหญ่และมีทะเลสาบใหญ่น้อยมากมาย หนึ่งในนั้นคือ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบนากูรู (Lake Nakuru National Park) มีเอกลักษณ์พิเศษคือเป็นทะเลสาบน้ำเค็ม ตลอด 4 เดือนนับตั้งแต่เดือน กรกฎาคมไปจนถึงตุลาคม ฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูนับแสนตัวยกโขยงบินมาหากินที่ทะเลสาบแห่งนี้ซึ่งเป็นแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ได้รับสมญานามว่าเป็น “ทะเลสาบสีชมพู” ในเขตนี้ยังเป็นแหล่ง อนุรักษ์พันธุ์แรดดำ และแรดขาว ที่ใกล้สูญพันธุ์ และยังเป็นถิ่นที่อยู่ของเสือดาว สัตว์สำคัญที่หาชมได้ยาก ทะเลสาบไนวาชา (Lake Naivasha) เป็นที่กล่าวขานกันว่ามีฝูงฮิปโปมากที่สุด ถ้าเรามองจากบนฝั่ง จะเห็นเกาะดำๆ กลางน้ำ เพียงลงเรือไปนิดเดียว ที่เราเห็นเมื่ออยู่บนฝั่ง ก็กลายเป็นแพฮิปโปหลายสิบตัว นอนกองเกยกัน และพอล่องเรือเลียบฝั่งจะเห็นสัตว์หลายๆ ชนิดที่มาหากินอยู่ริมน้ำ มีทั้งยีราฟ กวาง วิลเดอบีสต์ และนกกินปลา

อินโดจีน

อินโดจีน (Indochina) ต้องเห็น “นครวัด” จึงตายตาหลับ เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ความเป็นไปของบ้านใกล้เรือนเคียง ที่มีแหล่งประเพณีและวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ในความรู้สึกระยะทศวรรษที่ผ่านมา สร้างความห่างไกลกันอย่างไม่น่าเชื่อ จนรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจความเปลี่ยนแปลง ของเพื่อนบ้านให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เที่ยวมรดกโลก หลวงพระบาง นครวัด ย่างกุ้ง และเมืองโฮจิมินห์ ไฮไลท์ของการเดินทางไปที่เสียมราฐ กัมพูชา คือ “นครวัด-นครธม” “ปราสาทนครวัด” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (Angkor Wat) ปราสาทที่ใช้เวลาสร้างนานกว่า 30 ปี ในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 มีประติมากรรมลอยตัวขององค์พระวิษณุและภาพแกะสลักนางอัปสรา ที่มีรูปลักษณะแตกต่างกันและภาพแกะสลักตามระเบียงคต ชั้น 3 ท่านจะได้ชมพระอาทิตย์ทิ้งดวงบนขุนเขาพนมบาแค็ง ชมศิวลึงค์บนฐานโยนีที่สมบูรณ์แบบ ในยามที่แสงอาทิตย์ใกล้ตกดินทาบแสงกับปราสาทนครวัดที่งดงามยิ่งนัก ชวนให้รำลึกถึงเมื่อฝรั่งเศสยึดกัมพูชา ค.ศ. 1860 จึงเริ่มมีการศึกษาสำรวจความอลังการของปราสาทนครวัด เมื่อกลับออกมานายอาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เคยพูดว่า
“See Angkor Wat and Die” ต้องได้เห็น “นครวัด” จึงจะตายตาหลับ การไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านครั้งนี้ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกลึกๆ ในใจเป็นกระจกสะท้อนปลุกตัวเองให้ได้รำลึกถึงสิ่งทึ่ได้หลงลืมไปในชีวิตอยู่ที่นี่ “หลวงพระบาง” เมืองที่รุ่งเรืองยุคเดียวกับเชียงใหม่ เชียงราย เชียงรุ้ง จะได้สัมผัสและร่วม ตักบาตรข้าวเหนียว ทุกเช้าพระสงฆ์และสามเณรจากวัดต่างๆ จะเดินออกบิณฑบาตเป็นแถวอย่างมีระเบียบนับร้อยๆ รูป โดยการตักบาตรนี้จะรับแต่ข้าวเหนียวสีขาวเท่านั้น กับข้าวไม่ต้องใส่ในบาตร เมืองหลวงพระบาง องค์การยูเนสโก (Unesco) ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 1995 (พ.ศ. 2538) ด้วยความ งดงามในสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำให้เมืองหลวงพระบาง มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ขาดสาย เมื่อมาที่นี่แล้วต้องไปเยือน วัดเชียงทอง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง วัดนี้เป็นวัดหลวงเก่าแก่วัดหนึ่งสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เมื่อปี 2102 เป็นวัดหลวงที่มีความงดงามที่สุด
“โฮจิมินห์” เมืองธุรกิจทุนนิยม ยามค่ำคืนของโฮจิมินห์ซิตี้ มีเรื่องน่าตื่นตาที่สวนสาธารณะ ที่นี่มีพื้นที่สีเขียวแทบทุกมุม ที่ว่างๆ มีต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มหรือลานเมือง ลานกว้างริมแม่น้ำไซ่ง่อน ในความมืดจะเห็นเงาตะคุ่มๆ มีคู่รักนั่งจู๋จี๋ คลอเคลียกันไปทั่ว เยอะจริงๆ เลยค่ะ ไม่มีใครถือหรือแอบดูใคร คงได้รับอิทธิพลนี้มาจากชาวฝรั่งเศสในช่วงเป็นเมืองขึ้นด้วย... ที่น่าประทับใจ ถนนสายต่างๆ ร่มเย็นมีต้นไม้เป็นเกาะกลางถนน ไม่มีการตัดต้นไม้ ถมคลองเพื่อให้ถนนผ่าน แต่ถนนจะหลบต้นไม้ มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนกันไปมาเต็มไปหมด คาดว่าในปีหน้าจะมีจำนวนมอเตอร์ไซค์ มากถึง 30 ล้านคัน คนเวียดนามเป็นคนขยัน อดทน ไม่ฟุ่มเฟือย สู้งานหนักและค่อนข้างถ่อมตัว แต่วันนี้ ชาวเวียดนามกำลังปรับเปลี่ยนรวดเร็วมาก “โฮจิมินห์ซิตี้” เมืองการค้า ธุรกิจตลาดทุน ตึกอาคารต่างๆ แบบตะวันตกยังคงมีให้เห็นหลังสงครามมาหลายสิบปี ระบบถนนหนทางที่นี่ก็คล้ายกับฝรั่งเศส ร่องรอยที่เป็นความเจริญอย่างฝรั่งมีให้เห็นทั่วไป ด้วยความน่าทึ่งในด้านผังเมืองและการใช้ที่ดิน ด้วยระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ที่นี่ระบบที่ดินเป็นของรัฐบาลทั้งหมด หมายความว่าทุกคนที่มีสิทธิในที่ดินในระยะเวลาที่รัฐกำหนด จะสร้างบ้าน ซื้อ ขาย ถ่าย โอน ก็ทำได้ บางที่ให้มีกรรมสิทธิ์ 30 ปี 40 ปี 50 ปี ที่ให้สิทธินานสุดคือ 99 ปี
วันนี้เวียดนามกำลังพัฒนาทำให้มองว่า โอกาสที่เวียดนาม “จะแซงไทย” นั้น เป็นไปได้มาก จากการสำรวจในหลายพื้นที่ของโฮจิมินห์ กำลังมีการก่อสร้างถนนหนทาง ทำไฮเวย์ไปชานเมือง พื้นที่หลายแห่งได้รับการพัฒนาที่ดินให้ เป็นย่านอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ย่านที่อยู่อาศัย ย่านขนส่ง ตื่นตาตื่นใจมากกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะความที่ไม่มีใครมีสิทธิครอบครองที่ดินอย่างถาวร ที่ดินจึงได้รับการพัฒนาตามนโยบายอย่างเต็มที่ ราคาที่ดินที่เมืองนี้ จึงพุ่งขึ้นสูงมาก คิดเป็นตารางเมตรเป็นเฮกเตอร์ ราคาเช่าสำหรับที่พัก คอนโด ขนาด 140 ตารางฟุต ประมาณเดือนละ 3,500 ดอลลาร์เชียวล่ะ หรือ 122,500 บาท คิดจากดอลลาร์ละ 35 บาท โครงการพัฒนาที่ดินที่ทันสมัยที่สุด “ฟู่ หมี ฮึ่ง” ที่เป็นย่านที่พักอาศัยสุดหรูของ ต่างชาติ บ้านเดี่ยวแบบวิลล่าสุดหรูสไตล์แคลิฟอร์เนีย ที่มีการรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม หลังละประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ย่านที่อยู่อาศัยนี้ มีบ้านแบบบ้านแฝด บ้านทาวน์เฮ้าส์ ระดับราคาครึ่งล้านดอลลาร์ มีโรงเรียนนานาชาติของเกาหลี จีน และฝรั่ง (กำลังสร้าง) มีถนนอย่างดี 6 เลน มีย่านช็อปปิ้งที่ทันสมัย ที่ดินที่ยังโล่งอยู่บางแปลงมีป้ายปักเตรียมก่อสร้างไว้แล้ว เช่น ห้างสรรพสินค้าของนักธุรกิจชาวจีน โรงแรม 5 ดาว ศูนย์การประชุมระดับชาติ และธุรกิจข้ามชาติ เวียดนามวาง ผังเมืองใหม่นี้ไว้อย่างดีรอรับเงินที่จะไหลเข้ามา ลงทุนอย่างมีระเบียบและทันสมัย เวียดนามหอมหวานแต่ไม่หมู...
อิ่มบุญ “ชเวดากอง” ถ้ามีโอกาสไปได้ถึงย่างกุ้งต้องเน้นเรื่องทำบุญและไหว้พระ ไปกราบนมัสการพระมหาเจดีย์ทองคำชเวดากอง และพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งกรุงย่างกุ้ง ชมช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองของเมียนมาร์ สักการะพระเจดีย์ชเวมอดอร์ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียวและพระราชวังกษัตริย์บุเรงนอง นมัสการ “พระบรมธาตุชเวดากอง” พระมหาเจดีย์ทองคำที่งดงาม มีความสูงประมาณ 109 เมตร เป็นงานสถาปัตยกรรมฝีมือช่างพม่าที่งดงาม สันนิษฐานว่าเริ่มก่อสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษแรกๆ เชื่อกันว่าภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้บรรจุเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ชมพระราชวังหงสาวดี อดีตพระราชวัง “พระเจ้าบุเรงนองกยอดินนรธา” ที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของผู้ชนะสิบทิศ เป็นตำหนักที่บรรทมและท้องพระโรงที่ออกว่าราชการซึ่งตั้งอยู่ในพระราชวังทุกวันนี้ ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามบันทึกของ นายราล์ฟ ฟิตซ์ ชาวอังกฤษซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายและได้เห็นเมืองหงสาวดีในยุครุ่งเรือง ได้บรรยายไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2129

สิงคโปร์

สิงคโปร์ (Singapore) สิงคโปร์ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ความแปลกใหม่กำลังเกิดขึ้นอีกเร็วๆ นี้ คือ โครงการ “Marina Bay Sands” บริเวณ Marina Bay ให้เป็นแหล่งบันเทิงระดับโลก มีโรงละครขนาดใหญ่กว่า 2,000 ที่นั่ง ร้านแบรนด์เนม ภัตตาคารหรูและร้านอาหารลอยน้ำ “กาสิโน” เป็นก้าวสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นที่นี่โดยเฉพาะชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวได้ฟรี เพียงโชว์หนังสือเดินทาง แต่ถ้าคนภายในประเทศจะเข้าไปต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 1,000 ดอลลาร์ สิงคโปร์ได้วางแผนไว้จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงภายใน 10 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ สิงคโปร์ได้ลงทุนสร้างเครื่องเล่นใหม่เลียนแบบ “ลอนดอน อายส์” ของอังกฤษ และอีกสองปีข้างหน้านี้ กาสิโน ใหญ่ที่มารินาเบย์ก็จะเสร็จตามนโยบายที่วางไว้ เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอีกอย่างมหาศาล กระทรวงการต่างประเทศของไทย มีรายงานถึงความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวว่า สิงคโปร์พยายามที่จะปรับปรุงและลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ ด้วยความที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด จึงสร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณในมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ใน 10 ปีข้างหน้า (Tourism Master Plan 2015) เพื่อ ให้สิงคโปร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจาก 8 ล้านคน ในปี 2547 เป็น 17 ล้านคนในปี 2558 และรายได้จาก 10 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เป็น 30 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์
รัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจที่จะสร้างบ่อนการพนันในรูปแบบของIntegrated Resort-IR จำนวน 2 แห่ง ที่บริเวณอ่าว Marinaซึ่งใกล้กับย่านธุรกิจและบนเกาะ Sentosa ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2552 รายงานการศึกษาของบริษัท Merrill Lynch ระบุว่าบ่อนการพนัน 2 แห่งดังกล่าว จะสร้างรายได้ให้สิงคโปร์ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ประเมินว่าจะช่วยให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 10
การรณรงค์การท่องเที่ยวโดยเน้น จุดเด่นของสิงคโปร์ในการเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม “Uniquely Singapore” ย่านใจกลางเมืองสิงคโปร์เป็นที่ตั้งของโรงละครทั้งเล็กและใหญ่ ซึ่งจัดการแสดงละครท้องถิ่น ละครเพลง บัลเลต์ รวมทั้งการแสดงระดับสากลด้วย เช่น โรงละครวิคตอเรีย (The Victoria Theatre), เดอะ ซับสเตชั่น (The Substation), เดอะ แบล็คบ๊อกซ์ (The Blackbox), สิงคโปร์ อินดอร์ สเตเดี้ยม (Singapore Indoor Stadium), หอประชุม จูบิลี (Jubilee Hall) และโรงละครริมน้ำ เอสพลานาด (Esplanade-Theatres on the Bay) สถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมกันมากคือ บริเวณ Marina Bay, ปากแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมอร์ไลออน (Merlion) และสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำริมน้ำ คือ Clarke Quay, Boat Quay, ไชน่าทาวน์ (China Town), Little India และถนนช็อปปิ้ง Orchard ส่วนนอกเมืองก็มีแหล่งท่องเที่ยวอยู่โดยรอบ ใช้วิธีเดินทางโดยรถไฟ MRT และ รถประจำทาง คือ เกาะเซนโตซา (Sentosa Island) บริเวณ Harbour Front, สวนสัตว์กลางคืน (Night Safari), และสวนนกจูร่ง (Jurong Birdpark)

ฮ่องกง

ฮ่องกง (Hongkong) นักท่องเที่ยวไปฮ่องกงกว่า 25.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 8.1% เดินทางไปเที่ยวฮ่องกงและใช้จ่ายเงินภายในฮ่องกงสูงเพิ่มขึ้นถึง 45,000 ล้านบาท ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวฮ่องกงสูงถึง 516,150 ล้านบาท คาดว่าปีนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอีก การท่องเที่ยวฮ่องกงเผยยอดนักท่องเที่ยวเยือนฮ่องกงตลอด 6 เดือนแรกของปี 2007 สูงเกิน 13 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.8% โดยมีนักท่องเที่ยวในเดือนมิถุนายน 2,034,354 คน เติบโตเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน ปีก่อน 7.7% น่าสังเกตว่าการเติบโตนี้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงเพื่อเดินทางมาร่วมประชุมหรือจัดนิทรรศการต่างๆ เพิ่มขึ้นถึง 30% และกลุ่มที่ท่องเที่ยวแบบครอบครัวเพิ่มขึ้น 13% และมีกลุ่มที่เดินทางมากับลูกๆ ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี เพิ่มขึ้นถึง 30% ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวฮ่องกง แม้ว่าจะเป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมที่สุดคือตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็น ฮ่องกงในช่วงเทศกาลลดราคาสินค้าถือเป็นคอร์สบำบัดของนักช็อปเลยทีเดียว ช่วงเทศกาลลดราคาฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และฤดูร้อน เดือนกรกฎาคม-กันยายนร้านค้าจะพากันกระหน่ำลดราคาจนจุใจนักช็อปตัวยง นักท่องเที่ยวจะพักอยู่ไม่ไกลจากย่านช็อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งฮ่องกงยังมีระบบการขนส่งที่ดีเยี่ยมเดินทางได้สะดวก ไม่ว่าจะพักอยู่ที่ใด เพราะโรงแรมส่วนใหญ่อยู่ใจกลางเมือง ทั้งในย่านเซ็นทรัล วันไช และคอสเวย์เบย์ บนเกาะฮ่องกงและย่านจิมซาโจ่ยและจิมซาโจ่ยอีสต์ในเกาลูน ยังมีโรงแรมสไตล์รีสอร์ทในเขตนิวเทอริทอรี่ส์ ที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อการพักผ่อนสบายๆ เริ่มเปิดให้บริการมากขึ้น
ด้วยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้บริการได้สะดวก มีทั้งรถประจำทาง เรือเฟอร์รี่ หรือรถไฟให้บริการด้วยอัตราค่าโดยสารที่ไม่แพง ราคาสินค้าปลอดภาษี ก็เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ฮ่องกงเป็นแหล่งสวรรค์ของนักช็อปทั้งหลายเพราะสินค้าทุกชนิดปลอดภาษี ยกเว้นแค่เพียงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เท่านั้น และด้วยเหตุนี้เองฮ่องกงจึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจที่สุดในโลก ห้างสรรพสินค้าและเชนสโตร์ต่างๆ จะติดป้ายบอกราคาสินค้าทุกชนิดอย่างชัดเจน แต่ร้านเล็กๆ และแผงขายสินค้าริมถนนมักจะไม่ติดป้ายบอกราคาสินค้าไว้ ทั้งนี้ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้ฝึกฝนทักษะในการต่อรองสินค้านั่นเอง
แหล่งช็อปปิ้งในเกาะฮ่องกง เซ็นทรัล ย่านธุรกิจสำคัญของฮ่องกงเต็มไปด้วยตึกระฟ้าติดกระจกเงาวับรวมทั้งห้างและร้านค้าหรูปูพื้นหินอ่อนบรรยากาศที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดินระหว่างตลาดกลางแจ้งแบบเดิมๆ กับห้องเสื้อดีไซเนอร์ช่วยสร้างความหลากหลายและความตื่นเต้นให้การจับจ่ายซื้อหาสินค้าของคุณ เดอะ เลนส์ เป็นชื่อที่ใช้เรียกถนนสองเส้นที่ขนานกันในเขตเซ็นทรัล ได้แก่ ถนนหลี่เหยินตะวันออกและถนนหลี่เหยินตะวันตกซึ่งเต็มไปด้วยหาบเร่แผงลอยขายสินค้าทุกประเภท ถนนสแตนลีย์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะย่านจำหน่ายอุปกรณ์การถ่ายรูปหลากหลายในราคาไม่แพงเป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายสมุนไพรจีนที่น่าสนใจจำนวนมากอีกด้วย แอดมิรัลตี้ แอดมิรัลตี้ก็เป็นอีกย่านหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องสินค้าแบรนด์เนมหรู แปซิฟิคเพลซ ห้างที่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของฮ่องกง นับเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากไปในแถบนี้ คุณสามารถเลือกซื้อของขวัญของฝากถูกใจได้จากบรรดาร้านค้ากว่า 130 ร้าน ซึ่งรวมถึงร้านดังๆ อย่าง มาร์คส์ แอนด์ สเปนเซอร์ เลน ครอว์ฟอร์ด เซบู และร้านดีไซเนอร์ชั้นนำอีกมากมาย มีทางเชื่อมจากสถานีรถ MTR สถานีแอดมิรัลตี้มายังห้างแปซิฟิคเพลซ
ทัวร์ธรรมชาติ (Nature Kaleidoscope) การท่องเที่ยวฮ่องกง เริ่มเปิดตลาดอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวในช่วงทดลองโปรแกรม โดยจับมือกับพันธมิตรบริษัททัวร์เพื่อจัดแพ็คเกจทัวร์แนะนำโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศมากมายเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมและสัมผัสพื้นที่ี่สีเขียวที่งดงามของฮ่องกงโปรแกรมทัวร์ธรรมชาติจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติอันหลากหลาย ซึ่งโปรแกรมจะแตกต่างกันในแต่ละวัน และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลต่างๆ ของปี นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเลือกเข้าร่วมโปรแกรมต่างๆได้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล
วางแผนท่องเที่ยวออนไลน์ การท่องเที่ยวฮ่องกง เปิดตัวเครื่องมือวางแผนท่องเที่ยวออนไลน์แบบอินเตอร์แอ็คทีฟ (Interactive Itinerary Planner)ให้นักท่องเที่ยวสามารถวางโปรแกรมการเดินทางเที่ยวตามสไตล์ของตนเองเพียงเข้าไปในเวบไซต์ที่ www.discoverhongkong.com/planner ของการท่องเที่ยวฮ่องกงนักท่องเที่ยวก็สามารถกำหนดโปรแกรมการเดินทางให้ตรงกับความสนใจของตนเองมากที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถกำหนดระยะเวลาการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆรวมถึงปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือจัดสรรกิจกรรมต่างๆที่ตรงกับความสนใจของตนเอง หรือจะเลือกจากหมวดการท่องเที่ยวที่มีให้เลือกถึง 5 หัวข้อ ได้แก่ 1.นักท่องเที่ยวหน้าใหม่ (First-timer’s Finds) 2.เที่ยวแบบครอบครัว (Family Fun) 3.คาราวานวัฒนธรรม (Culture Caravan) 4.ทัวร์เกาะแก่งธรรมชาติ (Islands and Green) และ 5.ตื่นตาช่วงแวะพัก (Transiting Thrills) ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตวางแผนการเดินทางมากขึ้นมีผู้เข้ามาใช้บริการถึง 12 ล้านเพจวิว/เดือน

เยอรมนี

เยอรมนี ได้รับการยอมรับว่า เป็นเมืองแห่งนักประดิษฐ์ มีความก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีระดับสูง แต่เยอรมนีก็ยังคงอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวที่ล้ำค่า ด้านศิลปะ โบราณสถาน และทิวทัศน์ที่งดงามไม่แพ้ที่ใดๆ ในโลก โดยเฉพาะเส้นทางสาย “อัลไพน์โรด” และ “โรแมนติกโรด” มีปราสาทเด่นแห่งยุโรป ที่ล้ำค่าคู่ประวัติศาสตร์และศิลปะวัตถุ “นอยชวาน สไตน์” แห่งบาวาเรีย ที่สวยงามเป็นสง่าอยู่บนเนินเขา จนกลายเป็นสัญลักษณ์์ของดิสนีย์แลนด์ อันโด่งดังไปทั่วโลก ทิวทัศน์ที่งดงามของเทือกเขาแอลป์แห่งบาวาเรีย สวยสุดๆ เมื่อเดินทางลัดเลาะไปตาม เส้นทางอัลไพน์-บาวาเรียสู่ดินแดนแห่งทะเลสาบใหญ่บอเดนซี สู่เกาะพฤกษชาติไมเนา (Mainau) ที่มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ได้ชื่อว่าเป็นเกาะแห่ง พฤกษชาติ ที่ตกแต่งอย่างงดงามด้วยไม้ดอกและ ไม้เมืองร้อนจำนวนมาก ตลอดฤดูใบไม้ผลิจนถึง ฤดูร้อน เพื่อศึกษาและวิจัยพันธุ์ไม้ดอก-ไม้ใบจากทุกภูมิภาค จึงหลากหลายด้วยดอกไม้นานาพรรณ ยอดเขา “ซุกสปิตเซ่” ที่สูงสุดในเยอรมนี สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางรถไฟ รถยนต์ ไต่เขาและกระเช้าไฟฟ้า เพื่อเดินทางเที่ยวชมทั้งศิลปะโบราณสถาน โบราณวัตถุ สบายๆ กับดอกไม้งามทั้งทิวลิป ฮายาซินต์ ฯลฯ ที่พลาดไม่ได้ ในการเยี่ยมชมนั่นคือ เมืองฟุสเซ่น (Fussen) เมืองสุดท้ายของเส้นทางสาย โรแมนติกของเยอรมนีและถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ เส้นทางในการสร้างปราสาทของอาณาจักรบาวาเรีย ก่อนนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูเขาซุกสปิตเซ่ (Zugspitze) ยอดเขาสูงที่สุดในเยอรมนีของเทือกเขาแอลป์ระดับความสูง 2,964 เมตร วิวสวยเหลือเกิน เหมือนได้ไปทั้งยอดเขาทิตลิสและยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์จุงเฟรา ที่สวิส
จุดเด่นที่สุดของการท่องเที่ยวนั่นคือ การได้ไปชม “ปราสาทนอยชวานสไตน์” (Neuschwan stein) ที่อยู่บนเขาสูงโดยจินตนาการของกษัตริย์ ลุดวิกที่ 2 ปราสาทที่วิจิตรบรรจงดังเทพนิยาย “มิวนิค”จุดเริ่มเส้นทางที่สวยที่สุดในยุโรป มิวนิคเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวมากที่สุดของเยอรมนี เป็นจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางในการเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ในยุโรป... ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวในเมืองมิวนิคอยู่ที่ “มาเรียนพลาตซ์” (Marienplatz) ย่านซิตี้ของเมืองเป็นเขตเมืองเก่าอยู่ใจกลางเมือง เป็นสถานที่ที่ดีที่สุด สำหรับการเริ่มต้นชมเมืองในยุคกลาง ที่นี่เคยเป็นตลาด ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการจัดงานสำคัญทางวัฒนธรรมต่างๆ
มาเรียนพลาตซ์ มีสิ่งที่น่าชมมากมาย อย่างรูปปั้นพระแม่มารีทองคำบนเสาสูง ศาลาว่าการทั้งเก่าและทั้งใหม่ จุดเด่นอยู่ที่หอระฆังจะมีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำเวลา 11.00 น. ในหน้าหนาวและเพิ่มรอบ 5 โมงเย็นในหน้าร้อน ใกล้เคียงกันมีโบสถ์คู่บ้านคู่เมือง “เฟราเอ่นเคียร์ชเชอ” (Frauenkirche) โบสถ์พระแม่มารีทรงหัวหอมคู่ สร้างด้วยอิฐสีแดงสูง 99 เมตร เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิคเป็นแหล่งร้านช็อปปิ้ง ร้านอาหารและแหล่งนัดพบ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณนี้ ถ้ามีความพยายามก็จะเข้าโบสถ์ เพื่อขึ้นบันไดไปชมวิวด้านบน เป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดแบบพาโนรามาของเมือง ความสูงของบันไดนับได้ประมาณ 200-300 ขั้น ภายในโบสถ์ยังมีแท่นบูชาที่ตกแต่งอย่างหรูหรา โอ่อ่า และรอยเท้าปีศาจอยู่ที่หน้าโถงทางเข้า (เรื่องราวนี้เป็นเรื่องเล่าอยู่ในนิทานพื้นบ้าน) ปีนี้เป็นปีพิเศษของมิวนิค คือ“รอยัล มิวนิค”เน้นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นพวกปราสาท พระราชวังต่างๆ ที่มิวนิคมีพระราชวังสำคัญๆ คือ “นิวเซนเบิร์ก”พระราชวังฤดูร้อนสไตล์บารอค เป็นที่ประสูติของกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 เป็นกษัตริย์ที่มี ชื่อเสียงที่สุดของแคว้นบาวาเรีย เป็นเจ้าชายรูปหล่อมาก นอกจากนี้ยังมีพระราชวัง “เพรสซิเดนท์” ซึ่งเป็นพระราชวังเก่าเหมือนกัน ภายในงดงามมาก เก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยในแต่ละห้องจะมีของสะสมเป็นคอลเลคชั่นของราชวงศ์แคว้นบาวาเรีย พวกสมบัติล้ำค่าต่างๆ จากฟ้าสู่ดาวไปต่อกันที่ตลาดท้องถิ่น เป็น ตลาดที่ชาวบ้านนำของมาขาย จำพวกผัก ผลไม้ แม้แต่เครื่องเทศที่มาจากประเทศไทย บางทีก็มีคนเอเชียที่อาศัยอยู่ในเมืองมิวนิคมาขายผัก ผลไม้และดอกไม้ด้วย ยังมีเรื่องของคนเยอรมันที่บ้าฟุตบอลเหมือนคนยุโรป มีสนามกีฬาใหญ่ “อารีอันซ์ อารีน่า” ที่ใช้เปิดสนามการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันเป็นบ้านของสโมสรฟุตบอล 2 แห่ง คือ เอฟซี บาเยิร์น อาจจะคุ้นเคยชื่อ และทีมพีเอสวี 1860 เป็นทีมดิวิชั่น 2 อาจไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่คนมิวนิคก็นิยมชมชอบ ในช่วงหน้าร้อน บริเวณนี้จะเปิดเป็นเบียร์การ์เด้น อย่างช่วงนี้ก็เริ่มมีคนมานั่งใต้ต้นไม้หรือต้นเอ็กซ์มัสต้นใหญ่ นั่งดื่มเบียร์สังสรรค์กันมีอาหารแบบกินง่ายๆ อย่างพวกไส้กรอก ฮอตดอก และสแน็ค นอกจากเมืองมิวนิค ยังมี “บาวาเรีย” ซึ่งเป็นแคว้นทางใต้ของเยอรมนี จากมิวนิคเดินทางไปใช้เวลาชั่วโมงครึ่งก็ถึง จุดเด่นของที่นี่จะเน้นธรรมชาติ พระราชวัง อย่างปราสาทนอยชวานสไตน์ เป็นปราสาทที่มีผู้มาเที่ยวชมมากที่สุดในโลก ปีนี้เป็นปี “รอยัลมิวนิค” เน้นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับพระราชวัง กษัตริย์ลุดวิกที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนอยชวานสไตน์อันลือลั่น ท่านใช้ชีวิตที่ปราสาทตั้งแต่วัยเด็กและเกิดแรงบันดาลใจให้ท่านสร้างปราสาทขึ้นมา
หลังจากนั้นก็สร้างปราสาทอีก 2 หลัง คือ แฮร์เรนคีมเซ เลียนแบบพระราชวังแวร์ซายน์ ด้วยความที่ท่านชื่นชมในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และเสด็จไปฝรั่งเศสถึง 2-3 ครั้ง ก็เลยเกิดความประทับใจ ภายในปราสาทมีห้องกระจกสวยงาม ปราสาทแห่งนี้สร้างอยู่บนเกาะกลางน้ำ จากโฮเฮนชวานเกาก็ตรงไปที่อินส์ บรุคของออสเตรีย “อินส์บรุค” เป็นเมืองหลวงแคว้นทิโรลมีหลังคาทองคำที่สวยงามอยู่ในอ้อมกอดของเทือกเขาแอลป์ ไฮไลท์ คือ โชว์รูมใหญ่ ชวารอฟสกี้ หรือคริสตัลเวิลด์ ที่เป็นรูปยักษ์ อยู่หน้าประตู มีงานจัดแสดงคริสตัลในรูปแบบต่างๆ กลับมาที่เยอรมนี “แบดเฮดการ์เด้นท์” เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีความสวยงามทางธรรมชาติ มีภูเขา ทะเลสาบ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์ คือ เหมืองเกลือ (ซอลล์ ไมน์ส แบคเทสกาเดน) เป็นเหมืองเกลือแต่ดั้งเดิม ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถให้เข้าไปใช้ชีวิตเหมือนชาวเหมือง แต่งตัวเป็นชาวเหมือง สมัยก่อนเหมืองเกลือคือทองคำ มีค่าสามารถเก็บรักษาอาหารได้ และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาตินี้ก็เปรียบเสมือนการดีท็อกซ์สิ่ง มีพิษในร่างกายออกมา คนที่ทำงานที่เหมืองเกลือ ผิวพรรณดีมาก ใส ดูเป็นคนที่มีสุขภาพดี และนำเกลือมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ด้านความงามด้วย
ทะเลสาบคีมเซ เป็นทะเลสาบใหญ่ ที่สุดของแคว้นบาวาเรียมีการรักษาสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมดีมากเรือที่ล่องบนทะเลสาบเป็นเรืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีมลภาวะน้ำเขียวใสเหมือนกระจก เยอรมนีมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นเมืองของ นักธุรกิจเป็นโอกาสของการไปดูงาน ที่มิวนิคมีการจัดงานนิทรรศการหลายหลากแขนงมาก

สวิสเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศ เมือง และผู้คน พร้อมสำหรับการท่องเที่ยวติดอันดับหนึ่งของโลกตลอดมา สามารถชมความงามของเมืองและทิวทัศน์ได้อย่างง่ายดาย ด้วยระบบการคมนาคมที่ดีที่สุด สะดวกสบายที่สุด มีโครงข่ายเชื่อมโยงที่สะดวกสบายและเอื้ออำนวยแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางด้วยรถไฟ รถเมล์ รถราง รถขึ้นเขา ระบบสอดคล้องกัน โดยมีการเดินทางโดยรถไฟเป็นเส้นทางหลัก ความสะดวกเริ่มตั้งแต่เดินทางถึงสนามบินซูริค (Zurich) นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ จากสถานีรถไฟที่อยู่ในชั้นใต้ดินของตัวอาคาร สนามบินนั่นเอง รถไฟที่นี่รักษาเวลาไม่มี คลาดเคลื่อน รถไฟหลายสายมีตู้เสบียงที่มี อาหารและเครื่องดื่มไว้ให้บริการด้วย การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถโดยสารนอกเมือง (Postal Bus) จะได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในชนบท ทิวทัศน์ที่แปลกตาและการเดินทางวกวนไปตามไหล่เขาสูง (Mountain Pan) มีธารน้ำแข็งให้เห็นทั่วไปตามยอดเขาแม้ในฤดูร้อนก็ตาม เส้นทางเช่นนี้ส่วนใหญ่ทางจะปิดในฤดูหนาวเพราะมีหิมะปกคลุมจนไม่สามารถสัญจรได้ (ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง) สถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งสกีตาม เทือกเขาจะมีรถกระเช้า (Cable Car) และสกีลิฟต์ (Ski Lift) ไว้บริการ นอกเหนือไปจากรถไฟฟ้าที่ทำงานด้วยรอกกว้านและโซ่ฟันเฟืองในบางแห่ง (Funiculars/Cogwheel)

1.เมืองลูเซิร์น เมืองที่ประทับของสมเด็จย่าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสำเร็จการศึกษาจากเมืองนี้ เป็นเมืองตากอากาศสุดฮอต ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบใหญ่ที่ชื่อว่า “เวียวาลด์ สแตร์ทเตอร์” มีอนุสาวรีย์สิงโตแกะสลักริมหน้าผาสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ มีร้านขายนาฬิกาชื่อดังหลายแห่งในย่านช็อปปิ้ง2. กรุงเบิร์น มรดกโลกอันล้ำค่าที่ถ่ายทอดและอนุรักษ์มาสู่ปัจจุบัน เที่ยวชมเมืองชมหอนาฬิกา ชมโบสถ์ และย่านเมืองเก่า3. นครเจนีวา นครแห่งความงาม ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลาง (ลัคเลอมังค์) เป็นประตูสู่เทือกเขาแอลป์ มีนาฬิกาดอกไม้ริมทะเลสาบและน้ำพุ เป็นสัญลักษณ์ของเมือง

ท่านสามารถเดินทางไปตามรายการแนะนำการท่องเที่ยวด้วย “บัตรสวิสพาส”(Swiss Pass) สำหรับใช้ในการเดินทางภายในสวิตเซอร์แลนด์โดยทางรถไฟ รถโดยสาร และเรือโดยสารในทะเลสาบ โดยไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารอีก ให้คุณเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างไม่จำกัดระยะทาง บนเครือข่ายของระบบขนส่งสาธารณะของสวิส เทรเวิล ซิสเต็ม ภายในเวลา 4 วัน 8 วัน 15 วัน 22 วันหรือ 1 เดือน สามารถเลือกเส้นทางได้ด้วยตนเอง
“ลูเซิร์น”เมืองที่คนไทยคุ้นเคยลูเซิร์น เป็นเมืองที่คุ้นเคยดีสำหรับคนไทยและชาวเอเชีย คนไทยถ้าไปเที่ยวสวิสต้องไปที่เมืองนี้ เพื่อชมประติมากรรมแกะสลักสิงโตหินบนหน้าผาที่ขาดไม่ได้ก็คือ สะพานไม้คาเปล (Kapelbruck หรือ Chapelbridge) อายุกว่า 600 ปี ตั้งอยู่ริมทะเลสาบทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ ตลอดสะพานประดับด้วยภาพเขียนที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของประเทศได้เป็นอย่างดี สะพานไม้แห่งนี้เคยถูกไฟไหม้เสียหายมากในปี 1993 แม้บางส่วนจะถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะจนสวยงามเป็นสัญลักษณ์ของลูเซิร์น ความงามที่แท้จริงของลูเซิร์น อยู่ที่การได้ล่องเรือไปตามทะเลสาบที่มีเมืองเล็กสวยงามบนฝั่งทะเลสาบเวียวาลด์ สแตร์ทเตอร์ ก่อนแวะไปสัมผัสความสูง 3,020 เมตร กระเช้าหมุนรอบตัว ชมความสวยงามของเทือกเขาแอลป์ และสนุกคลุกเคล้ากับการเล่นหิมะ หรือเดินผ่านเข้าไปจับแผ่นน้ำแข็งในถ้ำน้ำแข็งเบื้องบนของยอดเขา บนยอดเขาทิตลิสนี้ มีน้ำแข็งปกคลุมตลอดทั้งปี
ลุยหิมะต้องไปสวิส... ไปสัมผัสหิมะ เล่นสกี ท่ามกลางอากาศหนาวสุดๆ บนยอดเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามบนยอดเขาที่สูงที่สุดของยุโรปยอดเขาจุงเฟรา มีจุดชมวิวที่สูงที่สุดในยุโรปแห่งนี้ มองเห็นได้กว้างไกลที่สุด ณ จุด 3,571 เมตร มีถ้ำน้ำแข็งที่แกะสลักให้สวยงามอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง 30 เมตร สัมผัสกับภาพของธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ ยาวถึง 22 กิโลเมตร และหนา 700 เมตรโดยไม่เคยละลาย บนยอดเขา ออกไปสัมผัสความหนาวเย็นสุดๆ บนหิมะได้ ณ ลานสกีกว้าง มีสโนบอร์ด สุนัขลากเลื่อนให้เล่นหรือเพิ่มประสบการณ์กับจานหิมะ อีกแห่งคือ ยอดเขาทิตลิส ที่ลูเซิร์น มีกระเช้าขนาดใหญ่ที่หมุนรอบตัวเองได้ถึง 360 องศา นำขึ้นสู่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดปี เหนือระดับน้ำทะเล 10,000 เมตร ท่ามกลางความงดงามของ เทือกเขาแอลป์ มีอุโมงค์ สะพาน หุบเหว สวิสแกรนด์แคนยอน และหุบเขาที่สูงกว่า 2,000 เมตร ตลอดเส้นทางมียอดเขาที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ตามเส้นทางที่เดินทางผ่านกลางเทือกเขาแอลป์ อย่าลืมใส่เสื้อแดงไว้คลุกเล่นสนุกกับหิมะสีขาวถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ใส่เสื้อสีแดงจะได้เห็นชัดเจน เป็นคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย จะลุยหิมะต้องไปสวิส...

มาเลเซีย

มาเลเซีย (Malaysia) ผู้ที่ไปมาเลเซียมาแล้ว มักจะพูดว่า “ถ้าไม่มีเก็นติ้งไฮแลนด์ นั่งกระเช้าลอยฟ้า ขึ้นไปเล่นกาสิโนบนยอดเขาแล้ว มาเลเซีย ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ” มาปีนี้มาเลเซียพลิกโฉมสร้างจุดขายใหม่ดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชายหาด ดำน้ำ ชมธรรมชาติ ช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมลดราคา มาเลเซียกำหนดให้ปีนี้เป็น “ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2007” รัฐบาลทุ่มลงทุนมหาศาล เพื่อสร้างเมืองที่ทันสมัยให้เป็น “จุดขาย” พร้อมกับส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ชายหาด เกาะแก่งที่สวยงาม การเที่ยวแบบผจญภัย และการดำน้ำทะเลลึก เพื่อรองรับปีท่องเที่ยวที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปี ที่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร ตลอดระยะเวลา 41 ปี จุดเด่นของการท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะไปมาเลเซีย อยู่ที่เมืองตากอากาศเก็นติ้งไฮแลนด์ สถานกาสิโนระดับชาติที่อยู่บนยอดเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 6,000 ฟิต มีเครื่องเล่นเสี่ยงโชคต่างๆ และพบกับความตื่นเต้นในการนั่งกระเช้าลอยฟ้าระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ไปหรือกลับเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเสี่ยงโชค แม้วงการท่องเที่ยวจะมีการประเมินว่า การท่องเที่ยวเส้นทางจีนแผ่นดินใหญ่จะเป็นเส้นทางที่เติบโตที่สุดในอนาคต เพราะมีความหลากหลายมาก ค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่าเส้นทางอื่นมาก
แต่มาเลเซียก็ได้พยายามสร้างจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เช่นกันกับสิงคโปร์ที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย ไม่หลากหลายจึงต้องกำหนดนโยบายลงทุน “สร้างแหล่งท่องเที่ยว” ด้วยเงินงบประมาณไว้สำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยว ในหลายรูปแบบ สถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซียที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมไปมากที่สุดเห็นจะเป็นการเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถ่ายรูปกับหอคอยสูงเสียดฟ้า เคแอล ทาวเวอร์ ที่มีความสูงอันดับ 4 ของโลก และยังมีตึกแฝดทวิน ทาวเวอร์ ที่สูงที่สุดในโลก 451 เมตร และอนุสาวรีย์ทหารอาสา มาเลเซียพยายามส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ด้วยการนำชม “เมืองหลวงใหม่ปุตราจายา” เมืองราชการที่ตั้งที่ทำการของรัฐบาลและกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่ตั้งรัฐสภา ที่ทำการนายกรัฐมนตรี มัสยิดสีชมพูสวยงามและยิ่งใหญ่ พร้อมๆ กับการสร้างเทศกาลในแหล่งเที่ยวช็อปปิ้ง มีการลดราคาสินค้าแบรนด์เนม แบบลดกระหน่ำในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี แม้การท่องเที่ยวจะไม่สนุกตื่นเต้น แต่ทีี่รู้สึกได้ในใจระหว่างทัวร์ที่นี่ก็คือ มาเลเซียมีระเบียบก้าวหน้ามากกว่าไทยหลายช่วงก้าว...
ปุตราจายา เป็นเมืองที่ ตุน ดร.มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตั้งใจไว้ว่า จะสร้างให้เป็นนครที่มีลักษณะแห่งสปิริตของมาเลเซียอย่างสมบูรณ์ที่สุดภายในศตวรรษที่ 21 นี้ ปุตราจายา จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาของประเทศชาติ เมืองปุตราจายา มีความสำคัญที่สุดในฐานะเป็นศูนย์บริหารรัฐบาล หรือ อี-กอฟเวอร์เม้นท์ ที่ตั้งอาคารสำนักนายกรัฐมนตรีหรือ เปอร์ตานาปุตรา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สูงตระหง่านมองเห็นทิวทัศน์ไป ทั่วทั้งเมือง อาคารนี้จะเป็นที่ทำการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นสูง ตั้งอยู่เหนือทะเลสาบ อาคารตึกมีหลังคาสีเขียว ห้อมล้อมโดมที่ทำด้วยหินโมเสกมันวาว เมืองนี้ทำให้นึกถึงนโยบายย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปนครนายก จุดเด่นที่น่าชมของเมืองเห็นจะเป็น มัสยิดหินอ่อนสีชมพู มีขนาดใหญ่และอลังการมาก มีโดมสีชมพู สร้างด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบ บรรจุผู้มาสวดได้พร้อมกันถึง 15,000 คน นักท่องเที่ยวไทยผู้หนึ่งได้บันทึกไว้เมื่อเข้าไปชมมัสยิดแห่งนี้ว่า “ข้างใต้มัสยิดนี้ มีชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้นด้วยกัน และมีห้องอาบน้ำ เพื่อเข้าทำพิธีทางศาสนา ร้านอาหารอยู่ด้านหน้า มัสยิดนี้จะมีวงเวียนขนาดใหญ่มีธงของรัฐต่างๆ ในประเทศตั้งอยู่และมองเห็นอาคารรัฐสภาตั้งเด่นตระหง่านอย่างชัดเจน ส่วนอีกด้านจะเป็นแม่น้ำมีบริการล่องเรือด้วย เมื่อล่องเรือเสร็จก็เดินทางต่อไปที่กัวลาลัมเปอร์ มองเห็นตึกเปโตรนาสกับหอสูงเคแอลยามค่ำคืนสวยงามมาก ผมขึ้นไปที่ตึกที่สูงที่สุดในโลก ขึ้นชมชั้นที่ 41 หรือ 42 เท่านั้น เพราะไม่อนุญาตให้ขึ้นไปชั้นอื่น เนื่องจากที่นี่มีออฟฟิศและสำนักงานอยู่ด้วยหลายบริษัท ชั้น 41-42 คือตรงสะพานระหว่างตึกนั่นแหละครับ” รัฐบาลมาเลเซียได้พยายามสร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมมูลสำหรับนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจที่เดินทางมา เมื่อมีเวลาว่างต้องการจะหาซื้อเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบหรือมองหาสิ่งของบางอย่างที่แตกต่างแต่สวยงามก็เชิญไปที่ศูนย์ช็อปปิ้ง ซุค แอนจุง และลาไน “ซุค” เป็นคำเปอร์เซีย หมายถึงถนนเล็กๆ หรือร้านค้าเล็กๆ ที่เลียนแบบบาอะซาส์ชื่อดังของตะวันออกกลาง เป็นหลักการใหม่ของที่นี่และมีลักษณะเลียนแบบของแท้ดั้งเดิมไว้ด้วย ผู้ที่มาเยือนจะได้เดินชมสินค้าที่นำออกมาแสดงผสมกับสีสันฉูดฉาดรอบด้าน ร้านค้าที่นี่มีกว่า 50 ร้าน จำหน่ายสินค้าประเภทของขวัญของกำนัล เสื้อผ้า เครื่องประดับ และร้านอาหาร

สเปน

ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรปบนคาบสมุทรไอบีเรีย อาณาเขต ทิศเหนือ จรด ทะเลกันตาบริโก ราชรัฐอันดอร์รา และประเทศฝรั่งเศส ทิศตะวันออก จรด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศใต้ จรด ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลต้า และมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันตก จรด ประเทศโปรตุเกส และมหาสมุทรแอตแลนติก
เนื้อที่ 504,880 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับสามในยุโรป รองจากรัสเซียและฝรั่งเศส เนื้อที่ของประเทศสเปนแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นคาบสมุทร คือ - คาบสมุทรไอบีเรีย และ- ดินแดนทางเหนือของโมร็อกโก ได้แก่ เซวตา (Ceuta) และเมลิยา (Melilla)ส่วนที่เป็นหมู่เกาะ คือ - หมู่เกาะบาเลอาริค (Balearic Islands) - หมู่เกาะคะเนรี (Canary Islands)นอกจากนี้ ยังมีดินแดนอื่นที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐบาลสเปน - Islas Chafarinas - Penon de Alhucemas- Penon de Velez de la Gomera
ภูมิอากาศ ประเทศสเปนตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น แต่เนื่องจากลักษณะของภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ อากาศของภูมิภาคต่างๆ จึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิประเทศ เช่น ภาคเหนือ มีสภาพอากาศของริมฝั่งทะเล ซึ่งโดยปกติในฤดูหนาวไม่หนาวจัด และเย็นสบายในฤดูร้อน แต่เป็นภาคที่ฝนตกฉุกและมีความชื้นสูง ส่วน ภาคกลาง และ ภาคใต้ สภาพอากาศแห้ง ฝนตกน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด แต่ในฤดูหนาวไม่หนาวจัด
เมืองหลวง กรุงมาดริด
เมืองสำคัญ* บาร์เซโลนา (Barcelona) * บาเลนเซีย (Valencia) * เซวิญ่า (Sevilla) * ซาราโกซา (Zaragoza) * มาลากา (Malaga) * บิลเบา (Bilbao)
ประชากร 41,116,842 คน (ค.ศ. 2002)ประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ ได้แก่ * Spanish (ร้อยละ 74) * Catalan (ร้อยละ 17) * Galician (ร้อยละ 7) * Basque (ร้อยละ 2)
สเปนมีอัตราการขยายตัวของประชากร เพียงร้อยละ 0.1 (1999)
ศาสนา ชาวสเปนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคธอลิก (ร้อยละ 94)
ภาษา ภาษาราชการ คือ ภาษาสเปน (Castellano) ภาษาท้องถิ่น ได้แก่ ภาษากาตาลัน (Catal?n) พูดในแค้วนกาตาลุนยา ภาษากาเยโก (Gallego) พูดในแค้วนกาลิเซียภาษาบาเลนเซียโน (Valenciano) พูดในแคว้นบาเลนเซียภาษาบาสโก (Vasco) พูดในแคว้นบาสก์
วันชาติ 12 ตุลาคม
สกุลเงิน ยูโร (EURO)การเมืองการปกครอง รูปแบบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional monarchy)
ประมุขสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์ลอส ที่ 1 (Juan Carlos I) ทรงขึ้นครองราชย์วันที่ 22พฤศจิกายน ค.ศ.1975 ทรงอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระราชินีโซเฟีย (Queen Sof?a)
นายกรัฐมนตรีนาย โฆเซ่ มาเรีย อัสนาร์ (Jos? Mar?a Aznar) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 2000 เป็นสมัยที่ 2 (เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1996)เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสเปน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ น.ส. อันนา ปาลาซิโอ (Ana Palacio Vallersundi) (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2002)
การเมืองเขตการปกครองประเทศสเปนแบ่งเขตการปกครองเป็นแคว้นอิสระ 19 แคว้น(autonomous communities) โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดโอกาสให้แคว้นต่างๆ มีสิทธิในการปกครองตนเองได้ในระดับที่ต่างกันตามภูมิหลังการปกครองตนเองของแต่ละแคว้น โดยที่แต่ละแคว้นมีสภาของตนเอง มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทุก ๆ 4 ปี และได้รับสิทธิและอำนาจบริหารท้องถิ่นของตนเอง ทั้งนี้ ภายใต้รัฐบาลสเปน
แคว้นอิสระทั้ง 19 แคว้น ประกอบด้วย * Andalucia * Aragon * Asturias * Balearic Islands * Canary Islands * Cantabria * Castilla La Mancha * Castilla y Leon * Cataluna * Comunidad Valenciana * Ceuta * Extremadura * Galicia * Madrid * Melilla * Murcia * Navarra * Pais Vasco * Rioja
สถาบันทางการเมืองประเทศสเปนมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 หลังจากที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการโดยจอมพลฟรังโก(General Francisco Franco) มา 36 ปี (ค.ศ. 1939-1975)ในปี ค.ศ.1978 เมื่อสเปนเปลี่ยนมาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น คือ รัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ.1978 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ประมุขแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี ค.ศ.1978) ของสเปน พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐและทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสเปน
-ทรงมีพระราชอำนาจที่จะอนุมัติและประกาศใช้พระราชบัญญัติต่างๆ - เรียกประชุม ยุบรัฐสภา และประกาศ ให้มีการเลือกตั้ง - ทรงเสนอนามผู้ที่ทรงเห็นว่าสมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ -ทั้งนี้ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับราชการจะต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องผู้หนึ่ง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และผู้รับสนอง พระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในพระราชกรณียกิจ

ชิลี

เมื่อเอ่ยถึงชิลี หลายคนอาจทำหน้างง ๆ เพราะอาจจะยังนึกอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไม่ค่อยออก หรืออาจจะจำได้เพียงเลา ๆ ดังนั้นก่อนอื่นก็คงต้องบอกว่าชิลีตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ อยู่ระหว่างเทือกเขาแอนเดสกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศเหนือจดประเทศเปรู ทิศตะวันออก เฉียงเหนือจดประเทศโบลิเวีย ทิศตะวันออกจดประเทศอาร์เจนติน่า มีพื้นที่ 756,950 ตารางกิโลเมตร โดยมีลักษณะที่แคบและยาวเหมือนเส้นมักกะโรนี นอกจากดินแดนในแผ่นดินใหญ่แล้ว ชิลียังมีอาณาเขตครอบคลุมเกาะอีสเตอร์ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ห่างฝั่งออกไป 2,000 กว่ากิโลเมตร และบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติก
ส่วนคำว่าชิลี ตามตำนานกล่าวว่ามาจากชื่อหัวหน้าเผ่าอารูคาเนียนคนหนึ่ง คือทิลี (Tili) ซึ่งสามารถต้านทานการบุกรุกของพวกอินคาได้ ขณะที่บางตำนานอ้างว่าคำว่าชิลีมาจากภาษามาปูเช แปลว่า “ที่ซึ่งสุดแผ่นดิน” “จุดที่อยู่ลึกที่สุดของโลก” หรือ “นกนางนวล” รวมทั้งมาจากการเลียนเสียง “ชีลี-ชีลี”(cheele-cheele) ของนกชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามตามชาวสเปนรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในชิลี บันทึกว่าชนพื้นเมืองในดินแดนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า “ชนแห่งชิลี”
ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ชาวพื้นเมืองได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามแถบเชิงเขาและริมทะเลซึ่งเป็นประเทศชิลิในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ต่อมาอาณาจักรอินคาได้แผ่อิทธิพลจากเปรูเข้ามาทางภาคเหนือแต่ได้รับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งจากชนพื้นเมือง
ในปี 1520 เฟอร์ดินาล แมกเจลแลน (Ferdinand Magellan) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางมาถึงตอนใต้ของชิลี ส่วนชาวยุโรปคนที่สองที่เดินทางมาถึงที่นี่ได้แก่ดิเอโก ดี อัลมาโกร (Deigo de Almagro)ซึ่งเดินทางจากเปรูเข้ามาค้นหาทองคำ เมื่อปี 1535 และพบว่ามีชนพื้นเมืองเผ่าต่าง ๆ หลายหมื่นคน อาศัยอยู่ในแถบนี้ โดยดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และทำไร่เลื่อนลอย สเปนเริ่มเข้ามายึดครองชิลีในปี 1540 โดยการนำของเปโดร
ดี บัลดิเบีย (Pedro de Valdivia) ซึ่งเป็นผู้สร้างกรุงซันติอาโกเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1541 อย่างไรก็ตามสเปนประสบความผิดหวังที่ไม่พบแร่ทองและเงินในดินแดนแห่งนี้ แต่ก็พอใจในความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ จึงผนวกชิลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเปรู
การเข้ามาของชาวสเปน สร้างความไม่พอใจแก่ชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะชนเผ่ามาปูเช
ชาวพื้นเมืองได้ลุกขึ้นขับไล่ผู้รุกรานในปี 1553 เป็นผลให้บัลดิเบียเสียชีวิตในการสู้รบ มาปูเชได้ก่อความไม่สงบอีกหลายครั้ง จนต้องมีการทำสัญญาสันติภาพและแบ่งเขตให้มาปูเชอยู่ทางภาคใต้ของประเทศซึ่งมีอากาศหนาวเย็นและมีสภาพเป็นป่าดงพงดี
ในปี 1808 นโปเลียน โบนาปาร์ต แห่งฝรั่งเศส สถาปนาพี่ชายคือโจเซฟ โบนาปาร์ต ขึ้นเป็นกษัตริย์สเปน ซึ่งก่อให้เกิดปฎิกริยาอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวอาณานิคมของสเปนในอเมริกาใต้ จนถึงขั้นมีความคิดที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ในปี 1810 ได้มีการก่อตั้งขบวนการรักชาติซึ่งเรียกตัวเองว่าเฟอร์ดินาล และประกาศให้ชิลีเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเองแต่ยังคงเป็น
ส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปน อย่างไรก็ตามการเรียกร้องเอกราชโดยสมบูรณ์ยังคงดำเนินสืบไปอย่างต่อเนื่อง ในปี 1817 กองทัพประชาชน นำโดยโฆเซ่ เดอ ซันมาร์ติน (Jose de San
Martin) และเบอร์นาร์โด โอ’อีกกินส์ (Bernando O’Higgins) ได้นำกำลังข้ามภูเขาแอนเดส เข้ามาขับไล่กองทหารของฝ่ายอาณานิคม และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1818 เดอ ซันมาร์ติน ก็ประกาศชัยชนะและประกาศให้ชิลีเป็นเอกราช โอ’อีกกินส์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกและเป็นผู้วางรากฐานทางการเมืองและการปกครองในแบบสาธารณรัฐประชิปไตยแก่ชิลี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าว มีผลกระทบต่อประชาชนไม่มากนัก เนื่องจากชิลีมีโครงสร้างทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันครอบครัวและศาสนาโรมันคาธอลิก
ในปี 1879-1883 ชิลีทำสงครามแปซิฟิก (War of Pacific) กับเปรูและโบลิเวีย โดยชิลีเป็นฝ่ายมีชัย ทำให้ได้ดินแดนทางตอนเหนือจากโบลิเวีย เป็นพื้นที่ 1 ใน 3 ของพื้นที่ในปัจจุบัน และเป็นบริเวณที่อุดมด้วยแร่ทองแดง ในปี 1891 เกิดความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีกับรัฐสภา อันนำไปสู่สงครามกลางเมือง และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภา ทำให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 1925 ซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการก่อตั้งขบวนการที่นิยมมาร์กซิสต์ขึ้นในชิลี แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชิลีมีประธานาธิบดีที่นิยมลัทธินาซี และประกาศตัวอยู่ข้างฝ่ายอักษะ
การชนะการเลือกตั้งในปี 1970 ทำให้ซัลวาดอร์ อาเยนเด้ (Salvador Allende) เป็นประธานาธิบดีคนแรกจากพรรคการเมืองที่นิยมมาร์กซิสต์ ในประเทศที่มิได้เป็นคอมมิวนิสต์ อาเยนเด้ได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางของมาร์กซิสต์ เป็นผลให้ถูกคณะทหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ซีไอเอ.ทำการปฎิวัติโค่นล้มอำนาจในปี 1973 และนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ (Agusto Pinochet) หัวหน้าคณะปฎิวัติขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แม้ว่า
ปิโนเชต์จะได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ชิลี แต่ก็มีรายงานว่าได้มีการสังหารและทำร้ายผู้ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเป็นจำนวนมาก
ปิโนเชต์หมดอำนาจลงในปี 1990 หลังจากนั้นพรรคการเมืองฝ่ายสังคมนิยมได้ครองอำนาจอย่างต่อเนื่อง ในปี 2006 นางมิเชล บาเชเลต์ (Michelle Bachelet) แห่งพรรคสังคมนิยมได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของชิลี และจัดตั้งรัฐบาลซึ่งประกอบด้วย
รัฐมนตรีหญิงจำนวนครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรี โดยให้ความสำคัญแก่นโยบายด้านสวัสดิการสังคม ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และคุณภาพชีวิต รวมทั้งการค้าเสรี และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดชิลีได้เข้าเป็นสมาชิกของ OECD เป็นประเทศแรกในกลุ่มอเมริกาใต้ ซึ่งแสดงถึงการยอมรับจากนานาชาติว่าชิลีก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ครับ คิดว่าที่เล่ามานี้คงพอจะทำให้คุณรู้จักชิลีมากขึ้นพอสมควร

เนปาล

เมืองหลวง คือ กรุงกาฐมาณฑุ• เนปาลเป็นประเทศหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ในแง่ความหลากหลายทางด้านชีววิทยา เนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่เป็นภูเขาสูง เหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 60 เมตร จนถึงจุดสูงสุดของโลกคือยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (8,848 เมตร) และยังมีภูมิอากาศที่ผันแปรแตกต่างกันไป ตั้งแต่ภูมิอากาศแบบเขตร้อนถึงแบบอาร์กติก มีป่าเมืองร้อนที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่ามากมาย แม่น้ำที่เชี่ยวกราก รวมถึงหุบเขาที่หนาวเย็นเป็นน้ำแข็ง• ประเทศเนปาลเอง เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และมีภาษามากถึง 70 ภาษา เนื่องจากประเทศเนปาลเป็นแหล่งรวมผู้คนหลายเชื้อชาติและหลายชนเผ่าที่มีภาษาพูดและภาษาท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน • นอกจากนี้ประเทศเนปาลยังเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation/SAARC) ซึ่งประกอบไปด้วย เนปาล บังคลาเทศ ภูฎาน อินเดีย มัลดีส์ ปากีสถาน และศรีลังกา• ประชากร• เนปาลมีจำนวนประชากรประมาณ 27 ล้านคน(สถิติปีค.ศ. 2005) ประกอบด้วยพวกมองโกลอยด์ซึ่งมาจากทิเบต สิกขิม และบริเวณภูเขาในแคว้นอัสสัมและเบงกอล ส่วนอีกพวกหนึ่งสืบเชื้อสายมาจากอินโดอารยันซึ่งอพยพมาจากที่ราบลุ่มทางตอนเหนือของอินเดีย• ทรัพยากรธรรมชาติ• ด้านการเกษตรของเนปาล ได้แก่ ข้าวจ้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ยาสูบ ข้าวสาลี่ ถั่ว และมันฝรั่ง• แร่ธาตุที่สำคัญของเนปาล ได้แก่ ไมก้า ลิกไนต์ ทองแดง โคบอลต์ แร่เหล็ก พลวง และตะกั่ว• ภาษา• นอกจากชนเผ่าต่างๆ มีภาษาของตนเป็นภาษาท้องถิ่นแล้ว แต่เนปาลก็มีภาษาประจำชาติที่มีการประดิษฐ์ขึ้นในแบบตัวอักษรเทวนาครี (Devanagari) ถือเป็นภาษากลางที่ใช้ในเนปาล โดยมีรากฐานมาจากอินเดียทางภาคเหนือ นอกจากนี้ผู้ที่มีการศึกษาสามารถพูดและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีอีกด้วย• ธงชาติ• ธงชาติเนปาลประดิษฐิ์ขึ้นในปีพ.ศ. 2505 มีลักษณะที่แตกต่างจากธงประจำชาติของประเทศอื่นๆ คือรูปร่างของธงชาติเดินด้วยสีน้ำเงินพื้นเป็นสีแดง มีสัญลักษณ์สีขาวอยู่ตรงกลางของสามเหลี่ยม ชิ้นบนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอันหมายถึงพระมหากษัตริย์ และชิ้นล่างเป็นรูปพระอาทิตย์ อันหมายถึงอำนาจแห่งตระกูลรานะ• เวลา• เวลาของเนปาลช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที• การเงินเนปาลมีหน่วยเงินเป็นรูปี 1 บาท =1.92 รูปี (วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2549)• การแลกเงิน• นักท่องเที่ยวสามารถรับเงินจากที่ใดก็ได้ในโลกผ่านทางธนาคารเวสต์เทิร์นยูเนียนที่ดูร์บาร์ มาร์ก หรือที่สนามบินนานาชาติภูวัน (Tribhuvan Internation Airport)• ภูมิประเทศและภูมิอากาศประเทศเนปาลแบ่งออกเป็น 3 เขตภูมิภาค ได้แก่1.เขตเทือกเขาหิมาลัย (Himalayan Region) ประกอบไปด้วย 8 ยอดเขาของโลก (จากทั้งหมด 14 ยอดเขา) ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกิน 8,000 เมตร เช่น ยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งมีความสูง 8,848 เมตร2.เขตภูเขา (Mountain Region) มีพื้นที่ถึง 55 % จากพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ เขตนี้ถูกแบ่งโดยเทือกเขามหาภารตะ (Mahabharat) ซึ่งมีความสูงถึง 4,871 เมตร และในด้านใต้มีเทือกเขาชุเรีย (Churia) ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 610-1,524 เมตร3.เขตเตไร (Terai Region) เป็นเขต ที่ราบต่ำซึ่งมีความกว้างประมาณ 26-32 กิโลเมตร • สภาพอากาศ• สภาพอากาศในประเทศเนปาลแตกต่างไปตามลักษณะภูมิประเทศ ตั้งแต่ลักษณะภูมิอากาศเขตร้อนไปถึงแบบอาร์ติก ซึ่งขึ้นอยู่กับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล • ประเทศเนปาลมี 4 ฤดู ได้แก่1.ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) มีอากาศที่อบอุ่น แต่ก็อาจจะมีฝนตกประปราย อุณหภูมิสูงสุด 30 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 7 องศาเซลเซียส2.ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) มีอากาศที่อบอุ่นถึงร้อนแต่ก็มีพายุฝน ตามเทือกเขาจะเขียวชอุ่ม อุณหภูมิสูงสุด 29 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 19 องศาเซลเซียส3.ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) มีอากาศอบอุ่นและเย็นบางเวลา ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะกับการเดินเขาเป็นอย่างยิ่ง อุณหภูมิสูงสุด 28 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 7 องศาเซลเซียส4.ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) มีอากาศเย็นจัดตลอดกลางคืนและรุ่งเช้า และมีหมอกหนา ยกเว้นในช่วงที่มีแสงจากดวงอาทิตย์อากาศจะอบอุ่น อุณหภูมิสูงสุด 19 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 2 องศาเซลเซียส• ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม• ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักในประเทศเนปาล โดยมีชาวเนปาลที่นับถือศาสนาฮินดู 80.6 % และศาสนาพุทธ (นิกายมหายาน) 10.7 % ศาสนาอิสลาม 4.2 % • สถาปัตยกรรมที่งดงามและการตกแต่งเจดีย์รูปแบบเนปาลที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ทำจากทองเหลืองและหินที่สวยงาม วัดและสถูปได้รับการสร้างจากงานไม้แกะสลัก งานช่างเหล็กและงานปั้นหิน ลักษณะเด่นเหล่านี้ทำให้ประเทศเนปาลมีภาพลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และวิจิตรงดงาม• ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อของชาวเนปาลในแต่ละท้องถิ่นนั้นมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ เช่น บริเวณที่ติดกับจีนด้านทิเบตก็จะคล้ายกับทิเบต พวกที่อยู่ติดกับอินเดียก็จะคล้ายอินเดีย เป็น ต้น

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย เกาะเหนือและเกาะใต้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถเที่ยว ตามเส้นทางตระการตาแห่งยอดเขา ทะเลสาบ และแหล่งธรรมชาติมากมาย มีเมืองที่น่าสนใจกำลังเรียกร้องให้ไปเยือน ณ ดินแดน แห่งนี้ ที่ได้รับการขนานนามว่า “อังกฤษนอกเกาะอังกฤษ” การขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ทำได้แบบง่ายๆ สไตล์ชิลๆ สามารถกำหนดเส้นทางได้เองโดยมีโปรแกรมแนะนำให้ทั้งในเกาะเหนือและเกาะใต้ เพียงแต่จ่ายค่าเช่ารถ ขับรถเที่ยวจากเกาะเหนือ-ใต้ ไปถึงที่ไหน ก็ทิ้งรถไว้ที่นั่น แถมบางช่วงก็เดินทางได้โดยไม่ต้อง ห่วงรถเดินทางด้วยเครื่องบินเฮลิคอป เตอร์ ชมหิมะ น้ำแข็งบนเทือกเขาสูงและชมชายฝั่งมหาสมุทร แปซิฟิกได้ด้วย การเดินทางจะเริ่มจากเกาะเหนือหรือจะไปแต่เฉพาะเกาะใต้ก็ได้ ถ้าเกาะเหนือ จะเริ่มจากเมืองโอกแลนด์ (Auckland) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะเหนือ ศูนย์กลางพาณิชยกรรมและการค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งการแล่นเรือใบ (City of Sails) มีอ่าวจอดเรือที่สมบูรณ์แบบ ชมสะพานฮาเบอร์และท่าจอดเรือยอชท์ที่สวยงาม ชมทัศนียภาพของเมือง โอกแลนด์บนยอดเขาอีเดน (Mt. Eden) ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุด

“กีวี” เป็นชื่อนกชนิดหนึ่งที่ออกหากินเวลากลางคืน พบได้ที่นิวซีแลนด์ประเทศเดียวเท่านั้น นกกีวีเป็นนกแต่บินไม่ได้ ขนาดพอๆ กับแม่ไก่ มีปากเหมือนหลอดดูดน้ำ เพื่อจิ้มลงไปในดินใช้ดูดแมลงหรือไส้เดือน นกกีวีตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่ อยากเห็นนกกีวีต้องไปดูที่ “บ้านกีวี” ที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป

ไปชมสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่คุณจะไม่มีวันลืม เช่น บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ เมืองโรโตรัว (Rotorua) จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะเหนือ เมืองแห่งน้ำแร่ น้ำพุร้อน และบ่อโคลนเดือด ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโรโตรัว ซึ่งได้รับสมญานามว่า Sulphur City ที่อุทยานน้ำพุร้อน Te Puia ศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองชาวเมารี ชมงานศิลปหัตถกรรมการแกะสลักเครื่องไม้และการทอเครื่อง นุ่งห่มจากต้นป่านและความเป็นอยู่ในอดีตของชาวเมารี ชมบ่อโคลนเดือดธรรมชาติและน้ำพุร้อนใต้ดิน “พูโฮโต” ที่ไม่เคยหลับไหลมานานนับพันปี เมื่อขับรถมาถึงเกาะใต้ หรือเลือกขับที่เกาะใต้ จะได้พบกับบรรยากาศสุดโรแมนติกของเมืองไคร้สท์เชิร์ช (Christchurch) เมืองที่ขึ้นชื่อว่าคล้ายอังกฤษมากที่สุดในโลก ไคร้สท์เชิร์ชในเกาะใต้ สัมผัสความงดงามของสถาปัตยกรรมสมัยวิคตอเรียที่จัตุรัสกลางเมือง ก่อนเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก หรือจะเลือกขับต่อไปยังเมืองควีนส์ทาวน์ เพชรเม็ดงามและเมืองกิจกรรมผจญภัยต่างๆ ของเกาะใต้ เดินทางผ่านทุ่งราบแคนเทอร์เบอร์รี่ แหล่งเพาะพันธุ์แกะและวัวที่สำคัญของเกาะใต้ เดินทางผ่านเมืองแอชเบอร์ตัน เจอร์ราดีน และแฟร์รี่ เข้าสู่ทะเลสาบเทคาโป ชื่นชมทัศนียภาพยามเช้าอันสวยงามของทะเลสาบเทคาโป ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะบนเทือกเขา ไหลลงสู่ทะเลสาบจนทำให้น้ำทะเลสาบใสเป็นสีฟ้า ถ่ายรูปคู่กับโบสถ์เล็กๆ ริมทะเลสาบและอนุสาวรีย์สุนัขต้อนแกะ
นักท่องเที่ยวสามารถไปได้ทุกซอกทุกมุม จะขึ้นรถโค้ชหรือรถประจำทางก็ไปได้ทุกเมือง เยี่ยมชมจุดต่างๆ ได้บ่อยและมากเท่าที่ต้องการ ในแพ็คเกจจะพานั่งรถโค้ชท่องเที่ยวไปตามจุดไฮไลท์ต่างๆ ในเมืองแบบไม่จำกัดเที่ยว นั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือไปยังเมืองเล็กต่างๆ มีบริการรถรับส่งจากสนามบินไปยังบ้านพักเยาวชน พร้อมให้ที่พักฟรีอีกสองคืนในห้องรวมด้วย

อิยิปต์

อียิปต์โบราณ หรือ ไอยคุปต์ เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริตศักราช [1] โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 3,000 ปี [2] ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร" มีการแบ่งยุคสมัยของอียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรใหม่" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาที่น้อยมาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์พ่ายแพ้ต่อการทำสงครามจากอำนาจของชาติอื่น จนกระทั่งเมื่อ 31 ปีก่อนคริตศักราชก็เป็นการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อจักรวรรดิโรมันสามารถเอาชนะอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่งในจักรวรรดิโรมัน [3]
อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์ การควบคุมระบบชลประทาน, การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติแรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การบริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้นก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองและการควบคุมอำนาจนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม และนักสร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด, นักปรัชญา ได้มาซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรมกว่า 3,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด, วัด, โอเบลิสก์, ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และสถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนำไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ต่างๆในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว นักประพันธ์กว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ๆในอียิปต์มากมายซึ่งกำลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรมของโลกต่อไป [4]

ลาว

ลาว : ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ• ลักษณะภูมิศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศลาวมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ต่อมาภายหลังมาเสียดินแดนบางส่วนให้กับสยาม จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปลดปล่อยจากการปกครองของฝรั่งเศส ทำให้ประเทศลาวมีเนื้อที่เหลือเพียง 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญถึง 13 สาย ด้วยกัน อาทิเช่น น้ำคาน น้ำงึม น้ำซับ น้ำแบง ฯลฯ แม่น้ำที่สำคัญที่สุดของลาวและเป็นแม่น้ำนานาชาติคือแม่น้ำโขง หรือที่คนลาวเรียกกันว่า แม่น้ำของ ซึ่งบางส่วนของแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศลาวในแขวงจำปาศักดิ์มีความกว้างถึงหนึ่งกิโลเมตร เกิดเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ขวางกลางแม่น้ำโขงคือ น้ำตกคอนตะเพ็ง ซึ่งมีความยาวตามลำน้ำเกือบสิบกิโลเมตร และมีความสูงราว 20 เมตร จากนั้นกระแสน้ำจึงไหลเข้าสู่จังหวัดตึงเตรงในประเทศกัมพูชาต่อไป จากเขตแดนลาวมีความยาวทั้งสิ้น 4,500 กิโลเมตร ชายแดนที่ติดกับประเทศไทยมีความยาว 1,730 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนทั้งสองประเทศ มีความยาวทั้งสิ้น 1,400 กิโลเมตร มีเทือกเขาที่สูงที่สุดในประเทศ ในแขวงเชียงขวาง ยอดเขาหลายแห่งมีความสูงกว่า 2,000 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศคือ ภูเบี้ย มีความสูงประมาณ 2,820 เมตร• ลักษณะภูมิอากาศ ประเทศลาวตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคเหนือในแขวงพงสาลีที่มีเขตแดนอยู่ติดกับประเทศจีน ภูมิประเทศส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนและที่ราบสูงอากาศค่อนข้างหนาวถึงหนาวจัด ส่วนทางทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นเทือกเขาและที่ราบติดกับประเทศเวียดนาม สำหรับทางตอนใต้สุดมีลักษณะเป็นเทือกเขาติดกับประเทศกัมพูชา ประกับกับที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศลาวมีลักษณะทางภูมิอากาศแบ่งออกได้ 3 ฤดู คือ• ฤดูร้อน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน• ฤดูฝน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม• ฤดูหนาว เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมกราคม

แคนาดา

แคนาดาเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูง โดยให้ความสำคัญต่อการศึกษามาก และมีสถานศึกษาชั้นหนึ่ง แคนาดาใช้จ่ายเงินต่อคนในด้านการศึกษามากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G-7 และเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นสมาชิกขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (โออีซีดี) ปริญญาจากมหาวิทยาลัยในแคนาดาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล และนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยของแคนาดา มักจะประสบความสำเร็จ และความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน จากผลการสำรวจหลายปีที่ผ่านมาขององค์การสหประชาชาติพบว่าแคนาดาเป็นประเทศที่น่าอยู่เหมาะแก่การดำรงชีพมากที่สุดในโลก การสำรวจนี้ได้ประเมิณคุณภาพชีวิตใน 174 ประเทศ และใช้องค์ประกอบชี้บ่งมากกว่า 200 อย่าง แคนาดาได้ถูกจัดอยู่ในอันดับสูงในด้านการศึกษา และระดับอายุเฉลี่ยสูง (โดยใช้ระบบสุขอนามัยมาตรฐานเป็นเกณฑ์) มีอัตราอาชญากรรมและการก่อความรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างเช่น เมื่องหลวงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศแคนาดา คือแวนคูเวอร์ โตรอนโต และมอนทรีออลถูกจัดให้เป็นเมืองติดอันดับโลกที่มีความน่าอยู่ เหมาะกับการทำงาน มีความสะอาด ปลอดภัย มีอิสระในการทำกิจกรรมของแต่ละวัฒนธรรมที่ดึงดูดความสนใจของคนทั่วไปประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่ มี ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มากมายซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสวยงาม มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ให้เลือกทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี แคมป์ปิ้ง ปีนเขา หรือขี่จักรยาน แวนคูเวอร์เป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เช่น สวนสาธารณะสแตนลีย์ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดกว่า 1,000 เอเคอร์ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวเมือง นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ซึ่งมีการแสดงโชว์ของปลาวาฬและปลาโลมา เป็นต้น

อเมริกา

รัฐต่างๆในอเมริกา
พื้นที่ในสหรัฐอเมริกามีความหลากหลายเช่นเดียวกับประชากร วัฒนธรรมอันหลากหลายก่อเกิดจากหุบเขา ทะเลทราย ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ มหาสมุทร และพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐนิวอิงค์แลนด์ หรือฟลอริดา เล่นสกีในภูเขาร๊อคกี้ หรือตกปลาที่ทะเลสาป Eerie
1. ภาคตะวันตก
นิวแม็กซิโก โอเรกอน แคลิฟอร์เนีย เนวาดา อริโซนา
สัมผัสชีวิตที่แสนสบายและอากาศที่อบอุ่น ที่นี่คุณยังสามารถชมการทำปศุสัตว์ของคาวบอยได้อีกด้วย
2. เขตเทือกเขา
ไอดาโฮ ไวโอมิง มอนทานา โคโรลาโด ยูทาห์ วอชิงตัน
รัฐที่อยู่ในแถบนี้มีทิวทัศน์ที่สวยงามให้น้องได้สำรวจ สนุกสนานกับกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่เล่นสกีบนเทือกเขาร็อคกี้ ไปจนถึงปีนเขาในอุทยานแห่งชาติ Yellowstone
3. ตอนกลาง
เซาท์ดาโกตา วิสคอนซิน มิชิแกน มินนิโซตา อินเดียนา อิลลินอยส์ เนบราสกา แคนซัส ไอโอวา มิสซูรี นอร์ทดาโกตา โอกลาโฮมา
ใจกลางของสหรัฐ เป็นดินแดนที่มีชื่อเสียงในความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่น ทะเลสาป Great Lakesเหมาะสำหรับการว่ายน้ำ เล่นสกีน้ำ และพายเรือ
4. ภาคใต้
ฟลอริดา นอร์ทแคโรไลนา เซาท์แคโรไลนา เคนทักกี้ เทนเนสซี อลาบามา จอร์เจียร์ อาร์คันซอ หลุยเซียนา มิสซิสซิปปี้ เทกซัส
เพลิดเพลินไปกับอากาศที่แสนอบอุ่นจนอาจทำให้หลับได้บนหาดทราย ฟังเพลงคันทรีหรือ ตีกอล์ฟ 18 หลุม จิบน้ำมะนาว แล้วไปดูพักผ่อนตากอากาศที่ Smoky Mountain
5. เขตตะวันออกเฉียงเหนือ
เมน เวอร์มอนท์ นิวแฮมเชียร์ แมสซาชูเสตซ์ คอนเนคติกัท โรดไอร์แลนด์ นิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย โอไฮโอ เวสท์เวอร์จิเนีย เวอร์จิเนีย แมรีแลนด์ นิวเจอร์ซี เดลาแวร์
นิวอิงค์แลนด์มีชื่อเสียงในเรื่องตึกรามบ้านช่องที่เก่าแก่สวยงาม และเป็นดินแดนแห่งเมืองมหาวิทยาลัย ที่นี่มีภูเขาซึ่งสามารถเล่นสกีได้ และชายหาดที่เหมาะแก่การแล่นเรือใบ

อิตาลี

ภาษาอังกฤษ (อังกฤษ: English language) เป็นภาษาตระกูลเจอร์เมนิกตะวันตก มีต้นตระกูลมาจากอังกฤษ เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแรกมากที่สุดเป็นอันดับ 3 (พ.ศ. 2545: 402 ล้านคน) ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลาง (lingua franca) เนื่องจากอิทธิพลทางทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักศึกษาทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพราะว่าภาษาอังกฤษนั้นได้เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งต่อผู้คนในหลากหลายอาชีพ ซึ่งบางอาชีพต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษมาช่วยประสานงาน ทำให้งานทุกอย่างนั้นง่ายราบรื่นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี
คำว่า อังกฤษ ในภาษาไทย มีที่มาจากคำอ่านของคำว่า Inggeris ในภาษามลายูที่ยืมมาจาก anglais (English) ( /ɑ̃glɛ/ (ข้อมูล)) ในภาษาฝรั่งเศส
ภาษาอังกลิช/แองกลิช (Angles) เป็นภาษาโบราณซึ่งใช้กันในชนชาติแองโกลที่อพยพสู่เกาะบริเตน และเป็นหนึ่งในภาษาแบบฉบับของภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น หากพูดถึงภาษาแองกลิชแล้ว ก็ต้องระวังเสียงพ้องกับคำว่า ภาษาอังกฤษ